หน้าแรก บทความ

ไฟใต้โชน…กับการฆ่าแบบ “ด้อยค่าเหยื่อ”

นับ ตั้งแต่ปี 2557 เป็นปีที่ 11 ของสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้รอบใหม่ที่ปะทุขึ้นเริ่มจาก เหตุการณ์ปล้นปืนเมื่อต้นปี 2547 เป็นต้นมา แม้รัฐจะผ่านประสบการณ์การแก้ไขปัญหามานานกว่า 10 ปีแล้ว แต่ดูเหมือนผลสัมฤทธิ์ยังไม่ดีขึ้นมากนัก

โดยเฉพาะปี 2557 เป็นปีที่ประชาชนผู้บริสุทธิ์และเป้าหมายอ่อนแอ เช่น เด็ก ผู้หญิง คนชรา พระ ครู และผู้นำศาสนา ตกเป็นเหยื่อความรุนแรงมากขึ้น รวมทั้งบุคลากรทางสาธารณสุขที่เคยถูกกระทำน้อยมาก แต่ปีนี้โดนไปแล้วถึง 2 ครั้ง

คำถาม คือ ไฟใต้ถูกโหมให้ลุกโชนขึ้นอีกครั้งเพราะอะไร? คำตอบเท่าที่ประมวลได้จากฝ่ายต่างๆ มีดังนี้
1.เรื่อง ความเชื่อ ที่มีการปลูกฝังความคิดยึดโยงกับหลักศาสนาว่า การตายในเดือนเดือนรอมฎอนได้บุญมากกว่าเดือนอื่นๆ กลุ่มแนวร่วมที่เชื่อในอุดมการณ์แบ่งแยกดินแดนและจับอาวุธต่อสู้กับรัฐไทย จึงออกปฏิบัติการอย่างกว้างขวาง

2.กรณียิงบิดาของโต๊ะอิหม่ามประจำ มัสยิดบ้านท่าม่วง ต.ปะนาเระ อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี เสียชีวิตเมื่อวันที่ 30 มิ.ย. แม้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) พยายามชี้แจงว่าเป็นการกระทำของคนร้ายที่ต้องการยิงผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน แต่พลาดไปโดนบิดาของโต๊ะอิหม่ามจนเสียชีวิตก็ตาม ทว่ามีการนำเหตุการณ์นี้ไปปลุกระดมให้กลุ่มแนวร่วมที่เป็นวัยรุ่นออกมา ปฏิบัติการล้างแค้น โดยประเด็นนี้หน่วยงานด้านความมั่นคงในส่วนกลางให้น้ำหนักค่อนข้างมาก

3.การ ท้าทายอำนาจทหารหลังจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้าควบคุมอำนาจการปกครอง เมื่อ 22 พ.ค. และมีการปรับโครงสร้างการบริหารจัดการปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ใหม่ โดยให้ฝ่ายทหารและ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า เป็นองค์กรนำทั้งในระดับนโยบาย ระดับปฏิบัติ และการกำหนดทิศทางการใช้จ่ายงบประมาณ โดยเฉพาะการตั้ง พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รองผู้บัญชาการทหารบก (รองผบ.ทบ.) และเลขาธิการ คสช. เป็นประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาภาคใต้ เท่ากับว่ากำหนดให้ทหารรับผิดชอบภารกิจดับไฟใต้แบบเต็มรูปแบบ จึงท้าทายให้กลุ่มขบวนการแบ่งแยกดินแดนปฏิบัติการตอบโต้

4.กรณีการ ปรับทิศทางกระบวนการพูดคุยสันติภาพ ที่คสช.เปลี่ยนชื่อเป็น “กระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขชายแดนใต้” และมีการให้ข่าวจากผู้เกี่ยวข้องทำนองว่า จะไม่มีการพูดคุยเรื่องการปกครองตนเอง หรือปกครองพิเศษ

การส่ง สัญญาณดังกล่าวของฝ่ายรัฐ ส่งผลสะเทือนค่อนข้างแรง ทำให้ทั้งกลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐ ทั้งฝ่ายที่อยากพูดคุยและไม่อยากพูดคุย ไม่พอใจ

ทั้ง 2 มุม 2 แนวคิดจึงถูกบีบให้เหลือเพียงทางเดียว คือก่อความรุนแรง ด้านหนึ่งก็เพื่อความสะใจ อีกด้านหนึ่งก็เพื่อกดดันให้รีบเปิดโต๊ะพูดคุยในเงื่อนไขใหม่ที่ฝ่ายขบวนการ ยังคงความได้เปรียบ”บ่มเพาะความคิด”คือต้นตอ

อย่างไรก็ดี หากพิจารณาให้ถี่ถ้วนจะพบว่า แท้ที่จริงแล้วเหตุปัจจัยในข้อที่ 1 เป็นสาเหตุของข้ออื่นๆ ที่เหลือทุกข้อ โดยเฉพาะข้อ 2 กับข้อ 3 เพราะการอ้างว่าต้องการแก้แค้นให้กับผู้สูญเสียเหตุการณ์หนึ่ง โดยไม่สนใจสาเหตุที่แท้จริง แล้วไปกระทำรุนแรงกับคนอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะที่เป็นเป้าหมายอ่อนแอ เช่น ผู้หญิง เด็ก ครู เจ้าหน้าที่สาธารณสุข พระ หรือแม้แต่คนพิการ (เกศนี ร่มเกศแก้ว อายุ 44 ปี ที่ ต.ทรายขาว อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี เมื่อ 15 มิ.ย.2557) ย่อมเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากไม่มี “ความเชื่อ” บางอย่าง และ “ความเกลียดชัง” อย่างรุนแรงฝังหัวอยู่

เช่น เดียวกัน การฆ่าทหาร ตำรวจ โดยไม่สนใจวิธีการและสถานที่ เช่น วางระเบิดไว้ใต้ม้านั่งหินอ่อนในโรงเรียนที่มีเด็กๆ นับร้อยเรียนหนังสืออยู่ หรือซุกระเบิดไว้ใต้ม้าหินแล้วจุดระเบิดขณะที่กำลังพลกำลังล้อมวงกินข้าว

เรื่อง แบบนี้ถ้าไม่ได้มีความจงเกลียดจงชังหรือแค้นเคืองอย่างเต็มพิกัด คงตัดสินใจกดจุดชนวนระเบิดไม่ได้ (แน่นอนว่าบางเหตุการณ์เป็นการแก้แค้นตอบโต้กรณีที่เจ้าหน้าที่รัฐกระทำกับ พวกของตนเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ในภาวะสงคราม)

โจทย์ไฟใต้ ณ ปี 2557 จึงย้อนกลับไปจุดเดิมเหมือนเมื่อปี 2547 คือ “การบ่มเพาะความคิดความเชื่อ”ซึ่งดูเหมือนตลอด 10 ปีที่ผ่านมา มีความคืบหน้าในการแก้ไขน้อยมาก โดยไม่ต้องกล่าวถึงประวัติศาสตร์อดีต 100 ปีที่ผ่านมาว่า การรุกคืบเข้าไปครอบงำรัฐปัตตานีมาเป็นส่วนหนึ่งของฝ่ายรัฐสยามจากศูนย์กลาง อำนาจแล้ว ไฟใต้ ย่อมเป็นบาดแผลที่ร้าวลึกของดินแดนแห่งนี้

กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า เคยอธิบายเรื่องนี้เอาไว้ในรายงานสรุปสถานการณ์ปัญหาและอุปสรรคในการแก้ไข ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งจัดทำโดยศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ระบุตอนหนึ่งว่า จากบทเรียนของความขัดแย้งถือว่าเป็นการ “ด้อยค่าเหยื่อ” ไม่ให้อยู่ในฐานะเดียวกันกับพวกตนเอง โดยพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มีวาทกรรมซึ่งเกิดจากกระบวนการผลิตซ้ำ ดังนี้

1.การ เรียกคนไทยพุทธทั้งในและนอกพื้นที่ว่า “ซีแย” และเรียกไทยมุสลิมว่า “นายู” เพื่อสื่อให้เห็นถึงการเป็นพวกเดียวกันของชนชาติที่มารุกราน (สยาม หรือ ซีแย) และยึดครองรัฐปาตานีในอดีต มีการใช้การปฏิบัติที่โหดร้ายทารุณกวาดล้างคนของรัฐปาตานี ซึ่งก็คือบรรพบุรุษของคนในพื้นที่ปัจจุบัน หรือ “พวกนายู” นั่นเอง

2.การ ปลูกฝังแนวความคิดเรื่องรัฐปัตตานีเป็นดารุลฮัรบ์ (หรือ ดารุลฮัรบี หมายถึง ดินแดนสงคราม) ที่ชาวมุสลิมทุกคนในประเทศ (ชาวมลายูปัตตานี) ต้องทำญิฮาด (ต่อสู้) ถือว่าเป็น “ฟัรดูอีน” (ศาสนบัญญัติ ภาคบังคับ) หรือ “วายิบ” (สิ่งที่จำเป็นต้องปฏิบัติ หากละเลยถือว่าบาป) อันเป็นผลมาจากการนำข้อมูลบางส่วนของประวัติศาสตร์มาร้อยเรียงเข้ากับหลัก ศาสนา เพื่อให้เกิดแรงศรัทธาและความชอบธรรมในการต่อสู้ตามวิถีที่ได้บัญญัติใน ศาสนา ฯลฯ

ในขณะที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง สื่อ และคนไทยจำนวนมากประณามผู้ก่อเหตุว่าเป็นโจรชั่ว ต่ำช้า แต่ในอีกด้านหนึ่ง พวกเขาแชร์ภาพในโซเชียลมีเดียในบริบทของวีรบุรุษ เช่น ภาพการละศีลอดในป่า (รับประทานอาหารมื้อแรกหลังถือศีลอดมาตลอดวัน) ซึ่งมีเพียงข้าวบนใบตอง กับแกงในกะลา และข้อความทำนองว่า ใครจะว่าพวกเขาเลวก็ไม่เป็นไร แต่เขาขอเป็นคนดีในสายตาคนฟาฏอนี (ปัตตานี) ก็เพียงพอ
เราจะหาทางแก้ปัญหานี้อย่างไร นอกเหนือจากการด่าประณามที่ไม่ได้ส่งผลดีอะไรขึ้นมาเลย…

จำ ต้องมีการรับฟังความคิดแตกต่างกัน จนถึงการปรับกระบวนทัศน์การมองปัญหาที่เกิดขึ้นให้นุ่มลึก ทั้งแต่อดีต และสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ย่อมจะต้องจูนความคิดเห็นกันใหม่ตั้งแต่ในระดับชุมชน จนถึงผู้นำหน่วยงานองค์กร ฝ่ายต่างๆ จนมาถึงฝ่ายรัฐจากส่วนกลางที่เข้าไปแก้ปัญหาความไม่สงบชายแดนใต้ เพื่อไม่ให้เกิดการด้อยค่า แตกต่าง จนเกิดช่องว่างความเหยียดหยาม กล่าวอีกอย่างคือต้องกอบกู้ความเป็นมนุษย์กลับคืนมาอีกครั้ง

ท่าทีการแก้ปัญหาความรุนแรงชายแดนใต้ คงจะไม่หมดความหวังไปจากวันนี้!!!