หน้าแรก บทความ

ว่าด้วยเรื่อง “ผู้หญิง” ในสภา

ภาพ: ไทยรัฐ

ผม ได้เห็นข่าวของคุณทิชา ณ นคร สละตำแหน่งแล้ว รู้สึกเห็นใจแกมาก เพราะว่ากันตามเหตุผลในการลาออกเกี่ยวกับเรื่องไม่ประสบความสำเร็จในการผลัก ดันการรับประกันพื้นที่การเมืองให้กับเพศหญิงในสภาที่แน่ชัดแล้ว ผมขอเรียนตามตรงว่า ยิ่งน่าเห็นใจ เพราะโดยทรรศนะส่วนตัว ผมเชียร์ข้อเสนอนี้ของคุณทิชามาก

เชียร์ ให้รับประกันสัดส่วนเพศหญิงในสภาทั้งในระดับท้องถิ่น และระดับชาติ เพื่อ ..จะได้ให้รู้กันชัดเจนไปเลยว่า ผู้หญิงเป็นเพศที่ไร้ความสามารถ ไม่อาจแข่งขันกับบุรุษได้ภายใต้กติกาชุดเดียวกัน และด้วยเหตุนี้ จึงต้องรับประกัน ‘สิทธิพิเศษ’ ให้กับ ‘ผู้อ่อนแอกว่า’

เพื่อ ..จะได้ซุบซิบกันสนุกปากว่า บรรดาสุภาพสตรีที่เข้าไปนั่งหน้าสลอนในสภาในภายหน้า ไม่ได้เข้าไปได้ด้วยความสามารถ ความเก่ง ความประเสริฐดีงาม แต่เข้าไปได้ด้วยโควตาผู้หญิง สามารถเป็น ส.ส. ได้ ก็เพียงแค่เพราะเกิดมาแล้วเป็นผู้หญิงเท่านั้น

ผม ไม่ได้เหยียดเพศนะครับ แค่ประสงค์จะชี้สภาพการณ์ให้เห็นว่า สิ่งที่คุณทิชาผลักดันไม่ว่าด้วยเจตนาดี หรืออันใดก็ตาม มิได้ช่วยสร้างความเท่าเทียมทางเพศแต่อย่างใด กลับกัน ข้อเสนอให้ล็อกโควต้าที่นั่งสำหรับผู้หญิงในสภาสักสัดส่วนหนึ่ง นั้น กลับเป็นตัวตอกย้ำให้เห็นความไม่เท่าเทียมระหว่างหญิงกับชายเสียมากกว่า เพราะด้วยฐานคิดลึกๆ ที่ยอมรับว่าอ่อนแอกว่า จึงต้องต่อสู้แข่งขันกันในกติกาที่ต้อง ‘ต่อให้’ ฝ่ายที่เสียเปรียบ

อัน ที่จริง ถ้าพิจารณากันระดับแนวคิด เรื่องเพศนี่ค่อนข้างเป็นประเด็นที่ซับซ้อนพอสมควร สังคมไทย รวมทั้งผู้หญิงเองจำนวนไม่น้อย มักเข้าใจผิดว่า ‘สตรีนิยม’ หรือที่เรียกอีกชื่อว่า ‘เฟมินิสต์’ (Feminist) คือ แนวคิดและขบวนการเคลื่อนไหวอะไรก็ได้ที่ลดความสำคัญของผู้ชาย เชิดชูผู้หญิง และเป็นกระบอกเสียงตัวแทนเรียกร้องและปกป้องผลประโยชน์ของผู้หญิงในทุกๆ มิติชีวิต แต่อันที่จริงแล้ว สตรีนิยม คือ แนวคิดและขบวนการที่ให้ความสนใจกับการปรับความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างเพศ ให้เท่าเทียม และขณะเดียวกัน สตรีนิยมก็มีหลายสาแหรก ซึ่งทำให้ความหลากหลายในประเด็นเรื่องราวการต่อสู้แตกต่างกันออกไปกว้างขวาง

ใน เชิงนโยบายของรัฐ ก็มีการนำแนวคิดเฟมินิสต์มาเป็นกรอบศึกษาอยู่ไม่น้อย เช่น การศึกษา ‘บุคลิก’ ของนโยบายต่างประเทศรัฐต่างๆ โดยกำหนดนิยามว่า บุคลิกนโยบายแบบ ‘Feminine’ หมายถึง แนวนโยบายที่มุ่งส่งเสริมความหลากหลาย เปิดกว้าง/เปิดพื้นที่ทางการเมืองให้กับตัวแสดงต่างๆ และพยายามทำความเข้าใจความรู้สึกและเหตุผลของฝ่ายต่างๆ มากกว่าจะผูกขาดอำนาจในการตัดสินใจนโยบายไว้เอง หรือ ‘คิดแทน’ คนอื่นเขา ตลอดจนผูกขาดการนิยามความหมายให้กับคุณค่าสังคมต่างๆ เช่น ความดี ความงาม จำพวกอย่างหลังนี้ ก็เรียกว่าเป็น บุคลิกนโยบายแบบ ‘Masculine’

ดัง นั้น จะเห็นว่า เมื่อมองจากแนวคิดแบบเฟมินิสต์บนฐานคิดเช่นนี้ นักการเมืองหลายท่านที่มีกายเป็นสตรี แต่แนวคิด แนวทางการเคลื่อนไหวทางการเมือง กลับเน้นชูบุคลิกแบบบุรุษวิถีเสียมากกว่า เช่น จ@#$ภ#@ร$ หรือ #@ลลิ$#$$#%^ ที่นำขบวนการมวลชนกดทับปิดกั้นเสียงของผู้คนที่คิดเห็นไม่เหมือนพวกนาง

ที่ กล่าวมานี้ ก็เป็นการพิสูจน์ให้เห็นค่อนข้างชัดว่า การล็อกโควตาสัดส่วนให้กับ ‘เพศหญิง’ ในสภา มิใช่เงื่อนไขที่จะรับประกันว่า พวกเธอเหล่านั้นจะทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงให้กับผู้หญิงในสังคมไทย หรือเป็นตัวแทนของมุมมองจาก ‘เพศหญิง’ เพราะด้วยภูมิหลังที่มาที่แตกต่างกัน พวกเธอเหล่านั้น อาจถูกหล่อหลอมให้อยู่ในกรอบคิดที่ไม่ต่างอะไรกับเพศชาย

และ เอาเข้าจริงๆ แล้ว พวกเธออาจต่อสู้ในนามของ ‘อัตลักษณ์’ อื่น ที่มิใช่เรื่องเพศ เพราะเพศมิใช่ อัตลักษณ์เพียงหนึ่งเดียวของมนุษย์ แต่มนุษย์ คือ ภาชนะบรรจุอัตลักษณ์อันหลากหลายที่ผสมปนเปไว้ในตัว ทั้งการสังกัดพรรค การเป็นสมาชิกกลุ่มการเมือง ศิษย์เก่าโรงเรียนหนึ่งโรงเรียนใด พ่อของใคร เพื่อนของนายทุนคนใด ศาสนิกแห่งศาสนาไหน เชื้อสายจีนปนลาวหรือเชื้อสายใด ฯลฯ เพศก็เป็นเพียงหนึ่งในหลายๆ อัตลักษณ์ที่ยกตัวอย่างมานี้เช่นกัน และด้วยเหตุนี้ จึงไม่มีหลักประกันใดได้ว่า ‘ผู้หญิง’ จะทำหน้าที่แทน ‘ผู้หญิง’ เสมอไปในทุกๆ สถานการณ์

อัต ลักษณ์ของผู้หญิงคนหนึ่งไม่ได้ประกอบขึ้นจากความเป็นเพศหญิงเพียงอย่างเดียว หากแต่ประกอบขึ้นด้วยปัจจัยอัตลักษณ์อื่นด้วยเช่น ชาติพันธุ์ ศาสนา ชนชั้น สังกัดกลุ่มสังคมต่างๆ เป็นต้น ดังนั้น จึงไม่มีความเหมือนกันของความเป็นผู้หญิง

ใน แง่มุมนี้ “ผู้หญิงเสียเปรียบผู้ชายก็ดี” หรือ “ผู้หญิงเพื่อผู้หญิง” ล้วนเป็นสิ่งที่ถูกประดิษฐ์สร้างขึ้นทางสังคม เป็นวาทกรรม มิใช่ความเป็นจริงโดยธรรมชาติและแน่นอนตายตัว ผู้หญิงที่เป็นลูกหลานโรงเบียร์ย่อมไม่เสียเปรียบผู้ชายที่เป็นลูกตาสีตาสา อย่างแน่นอนในหลายเรื่องด้วยกัน

ดัง นั้น ถ้าเรามุ่งบนเจตนารมณ์ที่ว่า จะส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศในรัฐสภา หรือในทางการเมืองภาพรวม สิ่งที่ควรทำก็ต้องเป็นการ “สลายวาทกรรม” เหล่านี้ทิ้ง ด้วยมาตรการหลากหลายเช่น การส่งเสริมให้ใช้มาตรฐานเดียวกันในพฤติกรรมที่เหมือนกันของผู้หญิงกับ ผู้ชาย การส่งเสริมความเท่าเทียมในการเข้าถึงทรัพยากรและโอกาสต่างๆ ระหว่างเพศ การส่งเสริมมิให้มีการเลือกปฏิบัติด้วยเงื่อนไขของการมีเพศต่างกัน เป็นต้น

ทั้งหมด นี้ มิได้ประสงค์จะสร้างวาทกรรมใหม่ขึ้นว่า ความแตกต่างทางเพศเป็นเรื่องที่ไม่มีอยู่จริง เพียงแต่จะต้องขจัดให้ ‘ความแตกต่างทางเพศ’ ไม่เป็นปัจจัยเงื่อนไขของการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมในแง่มุมต่างๆ โดยไม่เป็นการให้สิทธิพิเศษกับเพศใดเพศหนึ่ง ซึ่งมันจะเท่ากับไปตอกย้ำอคติสังคมถึงความอ่อนแอ หรือด้อยกว่าของเพศหญิงมากเข้าไปอีก

แต่ อันที่จริงแล้ว ผมมองว่าปัญหาใจกลางของความไม่เท่าเทียมทางการเมืองไทย ไม่ได้อยู่ที่ความไม่เท่าเทียมระหว่างเพศที่เพศหญิงเสียเปรียบเพศชายหรอก ครับ ปัญหาใจกลางอยู่ที่ ‘ความไม่เท่าเทียมระหว่างคนธรรมดากับชนชั้นนำทางเศรษฐกิจการเมือง’ มากกว่า เป็นลักษณะความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ประชาชนคนเดินดินกินข้าวแกง คนส่วนใหญ่เสียเปรียบโอกาส และการมีส่วนร่วมตัดสินใจใดใดทางการเมือง ส่วนฝ่ายที่ได้เปรียบก็คือบรรดานายทุน ขุนนาง และลูกเมีย เครือญาติ ฝูงเพื่อน คนส่วนน้อยที่นั่งกำหนดชะตาชีวิตของคนอื่นเขา

ถ้าว่า กันด้วยเรื่องความไม่เท่าเทียม นี่ต่างหาก ปัญหาใจกลางของการเมืองบ้านเรา สิ่งที่ควรทำในมุมมองของผม จึงมิใช่เรื่องการขอโควตาสัดส่วนให้กับผู้หญิงในสภา แต่ควรเป็นเรื่องการขอโควตาให้ประชาชนมีส่วนร่วมเลือกคนเข้าไปนั่งในสภา ในกติกาที่ไม่บิดเบือนเจตนารมณ์ของปวงชน มากกว่า ครับ