หน้าแรก บทความ

ภาพที่เป็นจริงของปาเลสไตน์ที่คนอเมริกันไม่เคยรับรู้ (2)

<ต่อจากตอนที่ 1>


นักหนังสือพิมพ์ชาวอังกฤษ Robert Fisk ซึ่งได้รับรางวัลชนะเลิศในการเสนอข่าว เขียนใน The Independent ว่า เมื่อเขาได้อ่านเรื่องราวเกี่ยวกับชาวปาเลสไตน์ตายในการปะทะกัน เกือบทั้งหมดมันมักจะหมายความว่า”อิสราเอลได้ฆ่าผู้คนที่บริสุทธิ์”. ดังนั้นเมื่อเขาได้อ่าน Associated Press ข้อความว่า Mohammed al- Durah ซึ่งอายุเพียง 12 ปีถูกฆ่าตายที่ฉนวน Gaza เมื่อเขาถูกจับในการปะทะกัน, Fisk เขียนว่า “ผมรู้ในทันทีว่าใครเป็นคนฆ่าเขา””แน่ใจ ได้เลยทีเดียว” Fisk ยืนยัน, “ผู้รายงานข่าวหลายคนที่สืบสาวถึงเรื่องการตายนี้บอกว่า เด็กคนนี้ได้ถูกทหารอิสราเอลยิง”. ส่วนพ่อของเขาที่อยู่ในเหตุการณ์เดียวกันก็ถูกยิงเช่นกัน – และสำหรับคนขับรถพยาบาลผู้ซึ่งพยายามจะเข้าไปช่วยเหลือเด็กน้อยคนนั้น ก็ถูกฆ่าตายอย่างอนาถความล้มเหลวอันนี้ของบรรณาธิการและ ผู้รายงานข่าวอเมริกัน ที่จะให้เหตุผลอันชัดเจนถึงความรับผิดชอบสำหรับการฆ่าเหยื่อชาวปาเลสไตน์ เป็นหนทางหนึ่งในหลายๆทางซึ่งหนังสือพิมพ์อเมริกันยังคงลดคุณค่าชีวิตและ ความเป็นอยู่ของชนชาวอาหรับอยู่อย่างต่อเนื่อง. การลดถอยคุณค่าชีวิตความเป็นอยู่ของชนชาวอาหรับที่เกือบจะไม่มีอะไร เปลี่ยนแปลงไปเลยอันนี้ ได้รับการเพิ่มเติมเสริมแต่งโดยวัฒนธรรมพ๊อพพิวล่าร์ ซึ่งได้ทำให้มันปลอดภัยที่จะทำให้ถ้อยแถลงของพวกอคติทางด้านเชื้อชาติส่วน ใหญ่เกี่ยวกับชนชาวอาหรับ ปราศจากความกลัวเกรงใดๆในการด่าว่าหรือแม้กระทั่งการประณามตำหนิ

เมื่อ เดือนที่ผ่านมานี้ Bill Maher เจ้าของรายการ Politically Incorrect ของ ABC ได้ให้เหตุผลต่อการแสดงโชว์ของเขาว่า การวิเคราะห์เกี่ยวกับเรื่องเชื้อชาติ”อาจเป็นเรื่องที่ OK ในบางกรณี” เหมือนกับเมื่อคุณอยู่บนเครื่องบินที่มุ่งหน้าไปยังอิสราเอล และชาวอาหรับหน้าตาเคร่งเครียดซึ่งแสดงความกังวลใจออกมานั่งอยู่ถัดจากคุณไป บนเครื่องบิน. อันนี้เป็นข้อกล่าวหาที่เลวระยำยิ่งกว่าผู้มีอคติทางเชื้อชาติตัวจริงสบ ประมาทชาวอาหรับเสียอีก เพราะข้อเท็จจริงคือว่า ไม่มีใครเคยสังเกตเห็นเรื่องเช่นนี้ได้(นอกจากในภาพยนตร์)

อคติ ทางเชื้อชาติต่อต้านอาหรับ แน่นอน เกือบจะเรียกได้ว่าเป็นปัจจัยหลักอันหนึ่งในการที่ชาวอเมริกันทั่วไปไม่ได้ ให้ความสนใจตลอดมาต่อการที่รัฐบาลสหรัฐสั่งห้ามค้าขายกับอิรัค, ตามที่ตัวแทนสหประชาชาติและเจ้าหน้าที่ระดับสูงขององค์กรดังกล่าวมีมติ อันเป็นสาเหตุให้พลเรือนอิรัคมากกว่า 1 ล้านคนต้องเสียชีวิต และยังเป็นมูลเหตุให้เด็กๆชาวอาหรับจำนวน 4000-5000 พันคนต้องเสียชีวิตลงในแต่ละเดือนอย่างต่อเนื่อง

อันนี้ กำลังบอกกับเราว่า นโยบายนั้นกำลังฆ่าเด็กชาวอาหรับมากกว่า 5000 คนในแต่ละเดือน ซึ่งไม่ใช่ข้อดีแต่ประการใด ทว่าประเด็นดังกล่าวกลับได้รับการพูดถึงแต่เพียงสั้นๆเท่านั้น ในการโต้วาทีเมื่อครั้งที่มีการเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อเร็วๆนี้. และแม้ว่าข้อเท็จจริง เลือดของชาวปาเลสไตน์กำลังไหลนองออกมา, ขณะที่กำลังมีการอภิปรายเพื่อชิงตำแหน่งประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีของ พรรค Democrat และ Republican, บาดแผลที่ชาวปาเลสไตน์ได้รับ มันถูกทำให้เกิดขึ้นโดยอาวุธยุทโธปกรณ์ของอเมริกันที่ส่งไปให้ รวมทั้งเฮลิคอปเตอร์โจมตีที่เต็มไปด้วยเขี้ยวเล็บอย่างอปาเช่, เรื่องราวเหล่านี้มันไม่เคยได้รับการเอ่ยถึงเลยไม่ว่าจะเป็นผู้สมัครรับ เลือกตั้งจากฝ่ายใดก็ตาม และรวมทั้งพิธีกรทั้งสองคนด้วย

เป็น ที่ชัดเจนแต่ไม่ถูกพูดถึงก็คือ ลักษณะมาตราฐานสองระดับในอคติทางด้านเชื้อชาติ(racist double standard)ได้ซึมแทรกเข้าไปในนโยบายของสหรัฐในภูมิภาคดังกล่าว เช่นเดียวกับการรายงานข่าวของสื่อสารมวลชนอเมริกัน. เรากำลังทิ้งระเบิดและบีบคั้นทางเศรษฐกิจกับประเทศอาหรับอย่างอิรัค สำหรับการที่อิรัคได้รุกรานเข้าไปในคูเวท และกำลังค้นคว้าที่จะพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ต่างๆขึ้นมา

แต่ ในขณะเดียวกัน เราได้สร้างความเหลื่อมล้ำในเชิงปริมาณโดยไม่ติดขัดทางด้านเศรษฐกิจและการ ช่วยเหลือทางด้านการทหารแก่อิสราเอล ทั้งๆที่ประเทศนั้นได้รุกรานอย่างรุนแรงเข้าไปในเลบานอน และปฏิเสธที่จะขานรับต่อหนทางแก้ไขปัญหาต่างๆที่เป็นมติของสภาความมั่นคง แห่งสหประชาชาตินับครั้งไม่ถ้วน และยังคงสร้างคลังสรรพาวุธทางนิวเคลียร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้วย

แน่นอน มันถูกทำให้ชัดเจนขึ้นมาแล้วในตอนนี้ เกี่ยวกับกรณีการไกล่เกลี่ยความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ที่ ดำเนินการในสมัยของประธานาธิบดี Clinton. แม้ว่าจะเป็นที่ทราบกันดีว่า บทบาทซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีเกี่ยวกับเยรูซาเล็มตะวันออกนั้น มีความสำคัญเพราะ เยรูซาเล็มตะวันออกเป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรมและสติปัญญาของปาเลสไตน์, แต่การดำเนินการไกล่เกลี่ยในสมัยของประธานาธิบดี Clinton ก็ยังคงให้การสนับสนุนอธิปไตยของอิสราเอลเหนือเยรูซาเล็มตะวันออกของอาหรับ ส่วนใหญ่อยู่ดี

และโดยไม่คำนึงถึงรายการอันยาวเหยียด เกี่ยวกับข้อตกลงหลักๆโดยบรรดาผู้เจรจาไกล่เกลี่ยปาเลสไตน์ การดำเนินการดังกล่าวได้มีการตำหนิและประณามฝ่ายปาเลสไตน์แต่เพียงฝ่ายเดียว สำหรับการที่ไม่ยอมยืดหยุ่น และพยายามกดดันให้พวกเขาให้ยินยอมอ่อนข้อมากยิ่งไปกว่าที่ควรจะเป็น

ผลลัพธ์ ของทางเลือกนโยบายที่ขาดความสมดุลย์ของอเมริกันอันนี้ ปัจจุบันกำลังจบลงบนถนนของอิสราเอลและดินแดนในเขตปกครอง และชัดเจนที่ว่า เวลาได้มาถึงแล้วสำหรับประธานาธิบดีอเมริกันและที่ปรึกษาทางด้านนโยบายของ ท่านที่จะตระหนักถึงความรับผิดชอบที่พวกท่านจะต้องมีส่วนร่วมปันต่อเด็กอายุ 12 ปีที่ต้องตายในอ้อมแขนพ่อของเขา และเลือดที่กำลังไหลหลั่งของชาวปาเลสไตน์ที่มันนองอยู่ทั่วพื้นถนนในทุกวัน นี้

ประธานาธิบดี Clinton ต้องกดดันอิสราเอล, ไม่ใช่ปาเลสไตน์, ให้ยอมอ่อนข้อมากกว่านี้เพื่อสันติภาพ ด้วยพลังอำนาจที่มากกว่าและใหญ่กว่าทั้งสองฝ่าย แน่นอน อิสราเอลมีห้องหับมากกว่าที่จะโน้มกายลง แต่สำหรับชาวปาเลสไตน์, ไม่ใช่อิสราเอล, หลังของพวกเขาตอนนี้ล่นไปพิงกำแพงแล้ว. ท่านสามารถที่จะคงความช่วยเหลือของสหรัฐต่อไปในยามฉุกเฉินต่ออิสราเอล และอิสราเอลจะต้องยอมเชื่อฟังกฎหมายระหว่างประเทศ และการแก้ไขปัญหาของสภาความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ. ถัดจากนั้นทั้งหมดจะต้องถูกนำมาที่โต๊ะเจรจา อิสราเอลจะต้องหวนกลับไปยังดินแดนในครอบครองที่ยึดมาได้ในปี 1967

เนื่องจาก บทบาทหลักที่สำคัญที่สหรัฐอเมริกามี ในประเด็นปัญหาเกี่ยวกับชีวิตและความตายสำหรับความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ด้วยเหตุดังนั้นบรรณาธิการและผู้สื่อข่าวอเมริกันจะต้องมีความรับผิดชอบเป็น พิเศษ โดยเฉพาะการที่จะต้องตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอถึงความยุติธรรม ตรงไปตรงมา เกี่ยวกับการรายงานข่าวของพวกเขา และพวกเขาจะต้องตรวจสอบข้อมูลที่นำเสนอต่อประชาชนอเมริกันในเชิงวิพากษ์ด้วย นอกจากนี้ พวกเขายังจะต้องตรวจสอบถึงความเป็นไปได้เกี่ยวกับอคติทางด้านเชื้อชาติของ ตัวพวกเขาเอง และเริ่มปฏิบัติต่อชาวปาเลสไตน์และชาวอาหรับอื่นๆในฐานะพลเมืองที่มีความ เท่าเทียม สำหรับการดำรงชีวิตเทียบกันกับคุณค่าของการดำรงชีวิตของอิสราเอลเชื้อสายยิว

อิสราเอล ทั้งหลายต้องตรวจสอบอคติทางด้านเชื้อชาติและความหยิ่งยโสของตัวพวกเขาเอง ในการใช้ความเหนือกว่าทางด้านการทหารเพื่อบีบคั้นให้มีการยอมอ่อนข้อมากขึ้น จากผู้คนซึ่งกำลังต่อสู้ดิ้นรนเพื่อรักษาพื้นที่เพียง 20% ของดินแดนซึ่งเคยเป็นของชาวปาเลสไตน์เอาไว้มาก่อนหน้านี้. พวกเขาจะต้องสำนึกว่า ในการใช้กำลังบังคับเพื่อให้มีการยินยอมในลักษณะที่เสื่อมเกียรติและ ศักดิ์ศรีต่อชาวปาเลสไตน์ พวกเขาเพียงบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งความแค้นเคือง ความเกลียดชังและความรุนแรงขึ้นมาเท่านั้น

ที่สำคัญที่สุด อิสราเอลทั้งหลายต้องตระหนักว่า การสร้างความเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจ ทางการเมือง และทางภูมิศาสตร์เหนือกว่ารัฐของชาวปาเลสไตน์ มันถูกเชื่อมโยงกับโอกาสหรือความหวังที่จะมีสันติภาพและความมั่นคงปลอดภัยใน อนาคตอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แต่การไร้ความสามารถหรือการไม่มีเจตจำนงที่เด่นชัดของอิสราเอลที่จะสำนึก หรือเข้าใจความจริงพื้นฐานอันนี้ อาจเป็นอุปสรรคที่ยิ่งใหญ่เพียงประการเดียวต่อความยุติธรรมและสันติภาพที่ ถาวรในอนาคต

ที่มาของข้อมูล http://www.zmag.org/cohenmideast.htm

ทำไมชาวปาเลสไตน์ระเบิดพลีชีพ?

Sunday, May 26, 2002 โดย MGR ONLINE

อิด ริส ฮัมดัน ไม่แน่ใจจริงๆ หรอกว่า อะไรทำให้ลูกชายผู้เงียบขรึมที่ยังเรียนอยู่ในระดับมัธยมของเขา แอบเล็ดลอดเข้าไปในนิคมตั้งถิ่นฐานของชาวยิวแห่งหนึ่งที่เขตฝั่งตะวันตก แม่น้ำจอร์แดน(เวสต์แบงก์)ในคืนวันหนึ่ง และจบลงด้วยการที่ลูกของเขาเสียชีวิตระหว่างต่อสู้กับยามรักษาความปลอดภัย ของนิคมแห่งนั้น

เอเอฟพี-อิดริส ฮัมดัน ไม่แน่ใจจริงๆ หรอกว่า อะไรทำให้ลูกชายผู้เงียบขรึมที่ยังเรียนอยู่ในระดับมัธยมของเขา แอบเล็ดลอดเข้าไปในนิคมตั้งถิ่นฐานของชาวยิวแห่งหนึ่งที่เขตฝั่งตะวันตก แม่น้ำจอร์แดน(เวสต์แบงก์)ในคืนวันหนึ่ง และจบลงด้วยการที่ลูกของเขาเสียชีวิตระหว่างต่อสู้กับยามรักษาความปลอดภัย ของนิคมแห่งนั้น

อาลี ซึ่งมีอายุ 17 ปี ลอดผ่านรูโหว่ในแนวรั้วกั้นของนิคมเบอิต เอล ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของเมืองรามัลเลาะห์ อันเป็นเมืองใหญ่ของชาวปาเลสไตน์ในเขตเวสต์แบงก์เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม แล้วใช้มีดจ้วงแทงหัวหน้ายามที่หัวไหล่ ยามซึ่งได้รับบาดเจ็บผู้นั้นตอบโต้โดยยิงอาลีเสียชีวิต

เพื่อนๆ ร่วมโรงเรียนของอาลี ซึ่งพูดถึงเขาว่าเป็น “คนเงียบๆ และใจเย็น” ก็ไม่มีคำตอบเรื่องนี้ ทว่าผู้เป็นพ่อคิดว่า เขาน่าจะพอเดาได้

ฮัม ดันพูดถึงเรื่องการตั้งด่านตรวจค้นตามท้องถนน ตลอดจนสิ่งอื่นๆ ที่เขาเรียกว่ามาตรการข่มเหงรังแกของอิสราเอล แล้วก็บอกว่า “ผมคิดว่าลูกชายผมก็เหมือนกับวัยรุ่นอีกเป็นร้อยๆ ที่มีชีวิตอยู่กับการข่มเหงรังแกของผู้ยึดครองอย่างต่อเนื่องตามทางที่จะไป โรงเรียน และนั่นก็คือเหตุผลว่าทำไมเขาจึงทำอย่างที่เขาได้ทำลงไป”

ไม่มี ใครรู้ชัดเจนหรอกว่า อาลีมุ่งหมายที่จะสละชีวิตของตัวเองหรือเปล่า ในคืนที่ออกจากหมู่บ้านดูรอ อัล กอร์ ของเขาเป็นครั้งสุดท้าย ทว่ามีชาวปาเลสไตน์กว่า 50 คนแล้วที่เข้าโจมตีเป้าหมายต่างๆ ซึ่งเป็นของอิสราเอล ในลักษณะตั้งใจพลีชีพตัวเอง ตั้งแต่เริ่มมีการต่อสู้ลักษณะนี้ในช่วง 20 เดือนที่ผ่านมา

ประมาณ เดือนครึ่งก่อนหน้านี้ ชาวปาเลสไตน์อีกคนหนึ่งเดินเข้าไปในร้านอาหารที่อยู่ในเมืองเนทันยา ทางตอนเหนือของอิสราเอล ร้านแห่งนี้คนกำลังแน่นขนัดเพราะครอบครัวชาวยิวพากันมาเฉลิมฉลองคืนแรกของ เทศกาล”แพสโอเวอร์” (เทศกาลระลึกเหตุการณ์ที่โมเสสพาชาวยิวออกจากอียิปต์)

แล้ว เขาก็เปิดฉากการโจมตีอันน่าสยดสยองที่สุดในรอบเวลาเกือบหนึ่งปี ด้วยการจุดระเบิดที่ผูกติดกับร่างกายของตัวเอง เป็นเหตุให้คร่าชีวิตคนอื่นๆ ไปด้วย 20 คน และบาดเจ็บอีกกว่า 100 คน

อิสราเอลตอบโต้ อย่างรวดเร็วและเหี้ยมเกรียม โดยส่งกองทหารรุกรานเข้าไปยึดครองเขตเวสต์แบงก์อยู่หลายวัน อันทำให้มีผู้เสียชีวิตกันทั้งสองฝ่ายหลายสิบคน ทั้งนี้ทางการยิวประกาศจุดมุ่งหมายว่า เพื่อถอนรากถอนโคน “โครงสร้างพื้นฐานของผู้ก่อการร้าย”

แต่ในขณะที่การ ปฏิบัติการพลีชีพมีจำนวนลดฮวบลง เพราะการบุกยึดเวสต์แบงก์ของอิสราเอลคราวนั้น ทว่ามันมิได้จบสิ้นลงเลย โดยยังคงเกิดขึ้นอีกหลายครั้งในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา

และ รายซึ่งระเบิดพลีชีพตัวเองในเมืองริชอง เลต์ซิออง เมื่อคืนวันพุธ(22 พฤษภาคม 2545) มีอายุน้อยกว่าอาลี 1 ปีด้วยซ้ำ เด็กคนนั้นชื่อ อิสซา บีแดร์

“การ คร่าชีวิตตัวเองเวลานี้กลายเป็นส่วนหนึ่งแห่งวัฒนธรรมของสังคมชาวปาเลสไตน์ ไปแล้ว และสภาพที่เป็นอยู่ในปัจจุบันก็น่าจะก่อให้เกิดกรณีกามิกาเซ่เป็นจำนวนมากที เดียว” นักมานุษยวิทยา ชาริฟ คอนานา ให้ความเห็น

“ชาว ปาเลสไตน์เวลานี้คิดว่าเขาอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่มีทางชนะ” คอนานาพูดต่อ และอธิบายว่า เหตุผลก็เพราะนายกรัฐมนตรี อาเรียล ชารอน ของอิสราเอล กำลังเดินตาม “ยุทธศาสตร์ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากอุดมการณ์อันมีมานานแล้วของพวกไซออนนิสต์ (พวกลัทธิฟื้นชาติยิว) … โดยประกอบด้วยการดำเนินปฏิบัติการเป็นปรปักษ์ต่อชาวปาเลสไตน์เพื่อเป็นการ ยั่วยุพวกเขา จากนั้นก็ลงโทษพวกเขาถ้าหากพวกเขามีปฏิกิริยาตอบโต้

“วัตถุประสงค์ ของยุทธศาสตร์นี้ก็คือ เพื่อทำให้ชาวปาเลสไตน์แต่ละบุคคลและสังคมปาเลสไตน์คิดว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น พวกเขาก็ต้องเป็นผู้พ่ายแพ้” คอนานากล่าว นักมานุษยวิทยาผู้นี้เขียนหนังสือเกี่ยวกับสังคมปาเลสไตน์เอาไว้หลายเล่ม

“สภาพเช่นนี้กระตุ้นให้ชาวปาเลไสตน์ต้องการลงมือกระทำไม่ว่าด้วยวิธีไหนก็ตามเพื่อแก้แค้นให้พวกเขาเอง”

คอนานาปฏิเสธทฤษฎีที่ว่า คนซึ่งระเบิดพลีชีพ กระทำการดังกล่าวเนื่องจากถูกปลุกปั่นถูกล้างสมองในบางลักษณะ

เหมือน กับที่พ่อของอาลีพูดเอาไว้ นักมานุษยวิทยาผู้นี้กล่าวว่า “มันเป็นเพราะสภาพต่างๆ ในสังคมที่เกิดขึ้นจากบรรดามาตรการของผู้ยึดครอง ซึ่งสัมผัสกับชาวปาเลสไตน์แต่ละคนอยู่ทุกวี่วัน” นี่ต่างหากที่ผลักดันให้ผู้คนกระทำพฤติการณ์พลีชีพเช่นนั้น

ใน สภาพดังกล่าว ซึ่งการว่างงานกลายเป็นกฎธรรมดาหาใช่ข้อยกเว้น ซึ่งความยากจนมีอยู่ทั่วไป และซึ่งเสรีภาพในการไปไหนมาไหนถูกควบคุมจำกัด การมีชีวิตอยู่แทบไม่ได้มีเสน่ห์ดึงดูดมากไปกว่าความตายเลย

ผู้คนจึง “พร้อมที่จะตายด้วยการสร้างความเลวร้ายให้เกิดขึ้นกับพวกซึ่งเป็นต้นตอ” ของความทุกข์ยากดังกล่าว เขาอธิบายต่อ

คอ นานาบอกว่า ผลลัพธ์ก็คือ กลุ่มหัวรุนแรงชาวปาเลสไตน์กลุ่มต่างๆ “ไม่มีปัญหาเลยในการหากามิกาเซ่” เพราะมีคนมาอาสาจำนวนเพิ่มขึ้นทุกที โดยที่คนเหล่านี้อาจไม่ได้สังกัดกลุ่มอะไรสักอย่างด้วยซ้ำ

เขา ชี้ด้วยว่า แม้กระทั่งคนที่มีชีวิตค่อนข้างสุขสบาย ก็กำลังยกมือขออาสากันแล้ว โดยเขาชี้ถึงกรณีหญิงสาวฐานะดีผู้หนึ่ง ซึ่งก่อเหตุระเบิดพลีชีพเพราะถูกดูหมิ่นเหยียดหยาม จากการตั้งด่านตรวจปิดถนนของกองทัพอิสราเอล

คุณจะสามารถคาดหวังอะไรจากผู้คนซึ่ง “เจ็บปวดจากการถูกรังแกและถูกกดขี่อยู่ทุกวี่วัน” คอนานาถาม

“ใน สถานการณ์ของชาวปาเลสไตน์แล้ว ความตายคือหนทางที่จะช่วยปกป้องคุ้มครองคนอื่นๆ” คอนานาอธิบายต่อ พวกก่อเหตุระเบิดพลีชีพต้องการ “บอกต่อโลกถึงเหตุผลที่เขาสละชีวิต และบอกต่อชาวปาเลสไตน์ว่าเขาตายเพื่อพวกเขา”

กลุ่มนิยมยิวเร่งโจมตีกดดันสื่อ US

Monday, May 27, 2002 โดย MGR ONLINE

เผย บรรดากลุ่มนิยมอิสราเอลกำลังเปิดการรณรงค์กดดันอย่างเข้มข้น เพื่อส่งอิทธิพลต่อการเสนอข่าวตะวันออกกลางของสื่อมวลชนสหรัฐฯ โดยพวกเขาใช้ยุทธวิธีตั้งแต่การคว่ำบาตรไม่ซื้อไม่สนับสนุน จนถึงการระดมโทรศัพท์ , ส่งอีเมล์ , และส่งจดหมาย ไปยังวิทยุและหนังสือพิมพ์ระดับท็อปหลายๆ ฉบับ ซึ่งกลุ่มเหล่านี้กล่าวหาว่าเห็นอกเห็นใจฝ่ายปาเลสไตน์

เอ เอฟพี-เผยบรรดากลุ่มนิยมอิสราเอลกำลังเปิดการรณรงค์กดดันอย่างเข้มข้น เพื่อส่งอิทธิพลต่อการเสนอข่าวตะวันออกกลางของสื่อมวลชนสหรัฐฯ โดยพวกเขาใช้ยุทธวิธีตั้งแต่การคว่ำบาตรไม่ซื้อไม่สนับสนุน จนถึงการระดมโทรศัพท์ , ส่งอีเมล์ , และส่งจดหมาย ไปยังวิทยุและหนังสือพิมพ์ระดับท็อปหลายๆ ฉบับ ซึ่งกลุ่มเหล่านี้กล่าวหาว่าเห็นอกเห็นใจฝ่ายปาเลสไตน์

การ รณรงค์ลักษณะเฉพาะกิจเช่นนี้ เล็งเป้าหมายเข้าใส่ทั้งองค์การข่าวสารขนาดใหญ่และขนาดเล็ก โดยระดมส่งอีเมล์ , ส่งจดหมาย , และโทรศัพท์ถึงบรรณาธิการ และออมบุดสแมน (ผู้ตรวจการณ์) ของหนังสือพิมพ์ , กิจการกระจายเสียง , และช่องข่าวเคเบิลทีวี ทั่วประเทศสหรัฐฯ

“ไม่มีใครเคยเห็น แรงกดดันหนักหน่วงขนาดนี้มาก่อนเลย” เจฟฟรีย์ ดวอร์คิน กล่าว เขาทำหน้าที่เป็นออมบุดสแมนให้แก่ เนชั่นแนล พับลิก เรดิโอ ซึ่งเป็นเครือข่ายสถานีวิทยุที่ครอบคลุมทั่วอเมริกา และมีสำนักงานใหญ่อยู่ในกรุงวอชิงตัน

“ในระยะ 3 เดือนที่ผ่านมา ผมได้รับอีเมล์ 14,000 ฉบับ โดย 9,000 ฉบับเป็นเรื่องตะวันออกกลาง” เขาบอก “อีเมล์ที่เข้ามาในเดือนที่แล้ว ท่วมท้นไปด้วยการกล่าวหาเราว่าลำเอียงเข้าข้างปาเลสไตน์”

การ รณรงค์ดังกล่าวนี้ ว่ากันว่าเนื่องจากความวิตกที่ว่า การเสนอข่าวเกี่ยวกับตะวันออกกลางของสื่อต่างๆ โดยเฉพาะอันที่ทำท่าเห็นอกเห็นใจชาวปาเลสไตน์ อาจบั่นทอนความสนับสนุนที่สาธารณชนอเมริกันให้แก่อิสราเอล ตลอดจนส่งอิทธิพลต่อนโยบายของสหรัฐฯ ซึ่งในอดีตที่ผ่านมามีความเอนเอียงเข้าข้างอิสราเอลโดยตลอด

ดับเบิล ยูบียูอาร์ สถานีวิทยุเพื่อสาธารณะซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองบอสตัน เป็นสถานีที่อยู่ได้ด้วยเงินบริจาคจากเอกชน , การอุปถัมภ์ของบริษัทต่างๆ , ตลอดจนเงินอุดหนุนจากรัฐบาลเป็นบางส่วน ปรากฏว่าดับเบิลยูบียูอาร์รายงานว่า ตั้งแต่การรณรงค์ของกลุ่มโปรอิสราเอลเริ่มต้นขึ้นมา ทางสถานีถูกบอกยกเลิกการให้เงินทุนรวมแล้ว 1 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นประมาณ 7% ของเงินสนับสนุนตลอดปี

ไม่เพียงเท่านั้น การรณรงค์คว่ำบาตรสื่อยังได้ลามเข้าไปเล่นงานหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ของ สหรัฐฯอย่าง นิวยอร์กไทมส์ , ลอสแองเจลิสไทมส์ , ซานฟรานซิสโกครอนิเคิล , และ ชิคาโกทรีบูน

ผู้บอกรับลอสแองเจลิสไทมส์ราว 1,000 ราย ได้หยุดรับเป็นเวลา 1 วัน เพื่อแสดงการประท้วงการเสนอข่าวตะวันออกกลางของหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ ขณะที่เจ้าหน้าที่ชิคาโกทรีบูนคนหนึ่งเปิดเผยว่า ตั้งแต่เดือนตุลาคมเป็นต้นมา มีผู้อ่าน 47 รายบอกเลิกรับหนังสือพิมพ์ของเขา โดยใช้เหตุผลเดียวกันนี้

การคว่ำบาตร วอชิงตันโพสต์ ก็กำหนดวางแผนจะทำกันในกลางเดือนมิถุนายนนี้ โดยตัวตั้งตัวตีเป็นกลุ่มซึ่งกล่าวหาหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ว่า “รายงานข่าวเข้าข้างจุดยืนของพวกก่อการร้าย”

ออมบุดสแมน ของวอชิงตันโพสต์ ซึ่งคือ ไมเคิล เกตเลอร์ กล่าวปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องลำเอียงนี้ เขาก็เหมือนกับคนอื่นๆ ซึ่งมีตำแหน่งเช่นนี้ในองค์การสื่อมวลชนของสหรัฐฯ นั่นคือ ทำหน้าที่ประเมินทบทวนความเที่ยงธรรมและความถูกต้องของการเสนอข่าวของ หนังสือพิมพ์ของเขา

“เป็นไปได้หรือที่จะมีองค์การข่าว ใหญ่ๆ ของอเมริกันมากมายขนาดนี้ กำลังเสนอข่าวนี้กันอย่างผิดพลาดกันไปหมด เป็นไปได้หรือที่จะมีการสมรู้ร่วมคิดกันบางอย่างระหว่างสื่อระดับชาติใน เรื่องนี้ ?” เขาตั้งคำถามเอาไว้ในคอลัมน์ซึ่งตีพิมพ์ในวอชิงตันโพสต์เมื่อต้นเดือนนี้

“แน่นอน ทีเดียวว่าไม่ใช่เช่นนั้นเลย และองค์การข่าวต่างๆ ก็จะพากเพียรพยายามรายงานข่าวนี้ในลักษณาการอันเด็ดเดี่ยวและไม่กลัวการ ข่มขู่ เพื่อรายงานข่าวนี้ด้วยความถูกต้องที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ทั้งนี้ก็เพื่อผู้อ่านทั้งมวล” เขาเขียนต่อ

 

Eduardo Cohen : เขียน

สมเกียรติ ตั้งนโม : แปล

ที่มา มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน