หน้าแรก บทความ

ความรุนแรงในเดือนอันศักดิ์สิทธิ์ : พลังบันดาลใจจากศาสนา หรือ ม่านมายาที่ใครจงใจสร้างขึ้น ?

เหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตลอดช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ปรากฏบนหน้าข่าวของสื่อต่างๆ อย่างต่อเนื่อง โดยหลายคนมองความรุนแรงในช่วงนี้ อย่างเชื่อมโยงกับช่วงเดือนรอมฎอน แต่ดังที่ผมเคยเขียนไว้ในบทความที่แล้วว่า ข้อเท็จจริงเชิงสถิติตลอดช่วง 9 ปีของความไม่สงบในชายแดนใต้ ยืนยันอย่างหนักแน่นถึงความไม่เกี่ยวพันอย่างมีนัยสำคัญระหว่างการเพิ่มขึ้น/ลดลงของเหตุการณ์ความรุนแรงกับการอยู่/ไม่อยู่ในช่วงเดือนรอมฎอน

อย่างไรก็ตาม หากสมมติว่าการก่อเหตุแต่ละครั้งในช่วงนี้ มีบางกรณีหรือหลายกรณีที่สัมพันธ์กับเดือนรอมฎอนแล้ว ก็น่าสนใจตั้งคำถามว่า ความเป็นเดือนรอมฎอนมีอิทธิพลจูงใจต่อการก่อเหตุบางครั้ง หรือหลายครั้งดังกล่าวอย่างไร

ซึ่งการวิเคราะห์คำตอบในประเด็นนี้ สำหรับผมแล้ว มีความเป็นไปได้อย่างน้อย 2 แบบ โดยในแบบแรก คงหนีไม่พ้นการกล่าวถึงพลังบันดาลใจของผู้ศรัทธาที่มีต่อศาสนาของตน กับแบบที่สอง คือ ในกรณีที่การก่อเหตุบางครั้ง หรือหลายครั้ง จงใจให้เกิดขึ้นในช่วงเดือนรอมฎอน โดยไม่ได้เป็นผลของพลังศรัทธา

ดังนั้น คำถามที่น่าคิดสำหรับความเป็นไปได้แบบที่สอง คือ ทั้งๆ ที่รู้ว่า สื่อมวลชนและสังคมไทยโดยรวมจับจ้องที่จะมองเหตุความรุนแรงในช่วงนี้อย่างเกี่ยวโยงกับเดือนรอมฎอน แล้วเหตุใดผู้ก่อเหตุจึงเลือกที่จะลงมืออย่างเข้มข้นในช่วงเวลาดังกล่าว

ในส่วนต่อไป จะเป็นการวิเคราะห์โดยลงรายละเอียดในทั้ง 2 แนวทาง/มุมมอง ดังนี้

แนววิเคราะห์แบบแรก คือ มองว่าการก่อเหตุสัมพันธ์กับพลังบันดาลใจของศาสนา โดยที่คำว่าศาสนาในที่นี้ คงไม่ได้เฉพาะเจาะจงไปที่อิสลาม ตลอดทั้ง สถาบันที่สอนศาสนาอิสลาม หรือหลักคำสอนของศาสนาอิสลาม ซึ่งแน่นอนว่าคงไม่มีศาสนาใดสอนให้สังหารผู้อื่นเป็นแน่

หากแต่เป็นการมองคำว่า ศาสนา ในความหมายของแรงกระตุ้นในจิตใจของมนุษย์เองที่มีต่อพระเจ้าและสรรพสิ่งรอบตัวที่สามารถเข้าถึงรับรู้ได้ผ่านศรัทธา และแรงกระตุ้นดังกล่าวมีอิทธิพลชี้นำให้มนุษย์กระทำการต่อสิ่งต่างๆ อย่างอุทิศตัว โดยไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลรองรับ

ดังนั้น ในเชิงทฤษฎีแล้ว ระบบความเชื่อ ความศรัทธาของมนุษย์ต่อศาสนาของเขาจึงทำหน้าที่ในการให้กำลังใจ เพิ่มพูนความมั่นใจ ให้กับการลงมือแต่ละครั้ง และยิ่งมีชุดของการรับรู้ทั้งในปัจจุบันและในประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการที่ศาสนาตนเองถูกเหยียบย่ำจากผู้ที่สมควรตกเป็นเป้าของการสังหารแล้ว การลงมือแต่ละครั้งจึงยิ่งมีความชอบธรรมมากยิ่งขึ้น …

แต่ทั้งนี้ สิ่งที่ต้องย้ำอีกครั้ง คือ พลังขับดันการลงมือก่อเหตุเป็นพลังบันดาลใจของผู้ก่อเหตุที่มีต่อศาสนาของพวกเขา …ไม่ใช่คำสอน สถาบัน หรือตัวคำสอนของศาสนาแต่อย่างใด

…ในแนววิเคราะห์แบบนี้ ถ้าการก่อเหตุรุนแรงในชายแดนใต้ช่วงนี้จะเกี่ยวโยงกับความเป็นเดือนรอมฎอนแล้ว มันก็จะเกี่ยวโยงในรูปของการสร้างสัญลักษณ์ของการต่อสู้อันศักดิ์สิทธิ์ในเดือนอันศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนา และการใช้ความศรัทธาตลอดจนความเจ็บแค้นจากบาดแผลในประวัติศาสตร์และปัจจุบัน (ไม่ว่าจะจริงหรือเท็จ) ปลุกเร้าจิตใจให้กับผู้ที่จะลงมือ … … …หรือ ผู้ที่เราต้องการใช้ให้ไปลงมือก่อเหตุ

แนววิเคราะห์แบบที่สอง เป็นการมองความเป็นไปได้อีกแบบว่า หากการก่อเหตุรุนแรงสัมพันธ์กับเดือนรอมฎอน แต่ไม่ได้เกิดจากพลังบันดาลใจของผู้ศรัทธาแล้ว การก่อเหตุดังกล่าวจะสัมพันธ์กับเดือนรอมฎอนในลักษณะใด

ในมุมมองแบบนี้ อาจได้คำตอบในทำนองที่ว่า การก่อเหตุรุนแรงเป็นไปโดยจงใจให้เกิดขึ้นอย่างเข้มข้นในช่วงเดือนรอมฎอนในลักษณะของการ “ผสมโรง” จากกลุ่มคนหลายฝ่าย ที่ได้ประโยชน์จากการดำรงอยู่ของสถานการณ์ความรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นขบวนการค้ายาเสพติด กลุ่มอิทธิพลเถื่อน กลุ่มธุรกิจผิดกฎหมาย ที่อาจเชื่อมโยงในลักษณะใดลักษณะหนึ่งกับขบวนการก่อเหตุรุนแรงที่ประสงค์จะแบ่งแยกดินแดนอย่างแท้จริง หรืออาจไม่เชื่อมโยงเลยก็ได้!!

…ในแนววิเคราะห์แบบนี้ ถ้าการก่อเหตุรุนแรงในชายแดนใต้ช่วงนี้จะเกี่ยวโยงกับความเป็นเดือนรอมฎอนแล้ว มันจึงเป็นไปภายใต้เจตนาของคนกลุ่มดังกล่าวในการพยายามตอกย้ำภาพการดำรงอยู่ของขบวนการแบ่งแยกดินแดนที่มีอุดมการณ์ทางศาสนา ผลิตซ้ำภาพของมุสลิมหัวรุนแรงและโยนบาปให้กับศาสนิกผู้มีศรัทธาอย่างแรงกล้า

อันสามารถเคลือบ ปิดบังไม่ให้เห็นเครือข่ายกำลังผลิตในอุตสาหกรรมมืดที่เร้นกายและกัดกินผลประโยชน์ของสถานการณ์อยู่ในเนื้อใน

บนฐานของแนวการวิเคราะห์และความเป็นไปได้ทั้ง 2 แบบ ผมมองว่า หากเหตุความรุนแรงบางกรณี หรือหลายกรณีจะสัมพันธ์กับเดือนรอมฎอนแล้ว ความสัมพันธ์ดังกล่าวก็น่าจะเกิดอย่างผสมผสานระหว่างความเป็นไปได้ทั้ง 2 แบบ

คือ เกิดจากทั้งผู้ที่ลงมือด้วยพลังศรัทธา พลังบันดาลใจที่ตนมีต่อศาสนาอย่างสุดจิตสุดใจ และเกิดจากผู้ที่ผสมโรงเพื่อพยายามสร้างและธำรงไว้ซึ่งภาพของขบวนการแบ่งแยกดินแดนที่มีอุดมการณ์ทางศาสนาเพื่อปิดบังปฏิบัติการของตนเอง

แต่ไม่ว่าความรุนแรงในช่วงเดือนรอมฎอนจะเกิดขึ้นจากมูลเหตุจูงใจแบบใด หรือจะเกิดอย่างจงใจให้สัมพันธ์กับเดือนรอมฎอนหรือไม่ และไม่นับไปถึงความรุนแรงจากเหตุขัดแย้งส่วนตัว ผลประโยชน์ ฯลฯ ซึ่งเกิดขึ้นรายวันอยู่แล้ว ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงเดือนรอมฎอนหรือไม่ก็ตาม มูลเหตุจูงใจของเหตุร้ายใดใดก็เป็นเรื่องที่คงต้องอาศัยกระบวนการสืบสวนสอบสวน และการสอบปากคำผู้ลงมือก่อเหตุแต่ละคน ซึ่งยังเป็นเรื่องที่ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงชัดเจนต่อสาธารณะ

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ชัดเจนมากกว่าเมื่อเราพูดถึงประเด็นเหล่านี้ คือ การมีอยู่จริงของความเชื่อของหลายคนที่ว่า ช่วงเดือนรอมฎอน เหตุการณ์ความไม่สงบในชายแดนใต้มักจะรุนแรงขึ้น อันเป็นความเชื่อที่ฟ้องเราว่า การรับรู้ของหลายคนที่เชื่อเช่นนั้น ถูกฉาบเคลือบเป็นอย่างดีด้วยมายาคติของการมองความรุนแรงในชายแดนใต้อย่างแยกไม่ออกจากการตั้งมั่นของศาสนาอิสลามบนผืนแผ่นดินตอนใต้สุด

…เป็นมายาคติของการมองมุสลิมเป็นผู้ต้องสงสัยรายแรกเสมอ เมื่อเกิดเหตุรุนแรงขึ้นในพื้นที่!!

และข้อสังเกตที่อยากทิ้งท้ายให้คิดเล่นๆ ก็คือ ทั้งขบวนการแบ่งแยกดินแดน ซึ่งต้องการให้ชายแดนใต้กับสังคมไทยโดยรวม แปลกแยก เป็นอื่น และหวาดระแวงต่อกัน …และกลุ่มอาชญากรรม ยาเสพติด อำนาจเถื่อน ที่ต้องการให้สังคมไทยโดยรวมติดภาพการรับรู้ดังกล่าว เพื่อปิดบังอุตสาหกรรมของตน …

… ต่างก็เป็นผู้ที่ได้ประโยชน์จากภาพการรับรู้ดังกล่าวไม่น้อยไปกว่ากัน!!