หน้าแรก บทความ

ราคาสันติภาพถูกกว่าผลประโยชน์จากโรงไฟฟ้าถ่านหินหรืออย่างไร?

เครือข่าย PERMATAMAS และนักศึกษามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี(ม.อ.ปัตตานี) กว่า 1 พันคน รณรงค์ต้านการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา พร้อมแถลงการณ์ขอนายกรัฐมนตรีทบทวนและหยุดสร้าง (22 ม.ค.2559 / ภาพ เลขา เกลี้ยงเกลา)

การพัฒนาที่นำโดยนายทุนร่วมกับรัฐราชการในพื้นที่ห้าจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยที่ไม่ยอมฟังเสียงทักท้วงและข้อเสนอของประชาชนในฐานะเจ้าของชะตากรรมเลยและในขณะเดียวกันยังปล่อยให้มีบุคคลากรในกลไกโครงสร้างของรัฐทำการข่มขุ่คุกคามละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อชาวบ้านที่ไม่เห็นด้วยกับการพัฒนาดังกล่าว ได้เป็นปรากฏการณ์ที่ลักลั่นและย้อนแย้งกับการดำเนินการกระบวนการพูดคุยสันติสุขซึ่งได้ผ่านมติเห็นชอบและสนับสนุนจากระดับนโยบายตามคำสั่ง 230 ของสำนักนายกรัฐมนตรีโดยสิ้นเชิง

ทั้งนี้ผลลัพธ์ของปรากฏการณ์ที่ลักลั่นและย้อนแย้งดังกล่าว หากรัฐยังทำเป็นทองไม่รู้ร้อน คิดว่าไม่เร็วก็ช้าก็จะทำให้ประชาชนในพื้นที่5จังหวัดชายแดนภาคใต้มีความรู้สึกว่า ภาครัฐคง ไม่ชอบและคงไม่สนับสนุนแนวทางสันติวิธีแบบการเมืองภาคประชาชน ภาครัฐคงชอบใช้ความรุนแรงในการทำหน้าที่ของผู้ปกครองที่ต้องให้หลักประกันการใช้ชีวิตของประชาชนอย่างมีความสุขตรงตามอัตลักษณ์วัฒนธรรมในแต่ละพื้นที่หรือไม่ ถ้าเป็นแบบนั้นจริงขบวนการต่อสู้เพื่อเอกราชปาตานีอาจจะได้ประโยชน์ในการสร้างความชอบธรรมต่อการใช้ความรุนแรงตอบโต้เพื่อปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชนซึ่งตกอยู่ในสภาพที่กลไกโครงสร้างของรัฐกลับเป็นตัวสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนเสียเอง

พื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้มีความโดดเด่นของศักยภาพในการพัฒนาพื้นที่ให้มีความเจริญก้าวหน้า จนถึงขั้น ประชาชนมีความมั่งคั่งและภาครัฐเองมีความมั่นคงได้แบบง่ายๆ แค่รัฐให้การสนับสนุนและไม่ไปทำลายศักยภาพดังกล่าวแค่นั้นเอง หนึ่งคือศักยภาพด้านการเป็นแหล่งอาหารฮาลาลของโลก สอง คือศักยภาพด้านการเป็นศูนย์กลางวิชาการด้านศาสนาอิสลามในระดับอาเซียนและระดับโลก สามคือศักยภาพด้านการเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ สี่คือศักยภาพด้านการใช้พลังงานทางเลือกที่สะอาดและปลอดภัย ห้าคือศักยภาพด้านการเป็นศูนย์กลางความเชื่อมโยงของโลกมลายูมุสลิมกับโลกของศาสนาพุทธในอาเซียน เป็นต้น

โจทย์คือทำไมรัฐถึงกำหนดทิศทางยุทธศาสตร์การพัฒนา5จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เป็นแหล่งอุตสาหกรรมขนาดหนักที่ส่งผลกระทบร้ายแรงต่อสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และความเป็นอัตลักษณ์ของชุมชน แทนที่จะสนับสนุนส่งเสริมในห้าศักยภาพข้างต้น

แต่ในขณะที่เทพายังไม่คลี่คคลาย ยังมาประกาศจะสร้างที่ปะนาเระอีก จนประชาชนในพื้นที่อดสงสัยไม่ได้ว่า ภาครัฐกับนายทุนอาจมีวาระซ่อนเร้นที่สร้างความเสียหายเดือดร้อนกับประชาชนในพืนที่หรือไม่ โดยการใช้คำว่า “พัฒนา” เป็นการโฆษณา แต่ในทางปฏิบัติจริงนั้น เต็มไปด้วยการยัดเยียด คุกคาม และทำลาย

หากรัฐจริงใจในการพัฒนาที่อยู่บนพื้นฐานผลประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง รัฐจะต้องตอบคำถามข้อสงสัยของประชาชนให้กระจ่างชัดให้ได้ และอย่ารีบที่จะเบื่อในการตอบคำถามจากประชาชนเด็ดขาด เพราะถ้ารัฐเบื่อตอบคำถามจากประชาชนเมื่อไหร่ เมื่อนั้นประชาชนเองก็จะเบื่อที่จะเชื่อฟังรัฐอีกต่อไป

เพราะจากการศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดของเครือข่ายประชาชนจชต.ปกป้องสิทธิชุมชนและสิ่งแวดล้อมเพื่อสันติภาพ ทำให้ทราบว่า

โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาจังหวัดสงขลาโดยกฟผ.และรัฐบาล เป็นโครงการโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ถึง 2,200 เมกะวัตต์ ตั้งบนพื้นที่ 3,000 ไร่ ใช้ถ่านหินมาเผาวันละ 23 ล้านกิโลกรัม ใช้น้ำทะเลในกระบวนผลิตวันละ 9 ล้านลูกบาศก์เมตร

สิ่งที่โครงการดังกล่าวส่งผลเสียอย่างมากต่อประชาชนแบ่งออกเป็นสี่ด้านด้วยกัน อันได้แก่

หนึ่งด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งตัวท่าเรือและการใช้น้ำทะเลและปล่อยน้ำทิ้งลงทะเล ส่งผลต่อทะเล การกัดเซาะชายฝั่ง การดำรงชีวิตของปูปลากุ้งหอย ทำลายการประมงพื้นบ้าน ทำให้ป่าชายเลนผืนสำคัญเสื่อมโทรมลงไป รวมทั้งปล่อยคาร์บอนไดออกไซดจำนวนมหาศาล อันจะทำให้โลกร้อนเพิ่มขึ้น

สองด้านสุขภาพ จากมลพิษทางอากาศจากฝุ่น โลหะหนัก สารไฮโดรคาร์บอน ที่ปล่อยออกมาตลอด 24 ชั่วโมง แม้จะไม่เกินมาตรฐาน แต่ด้วยขนาดกำลังการผลิตที่ใหญ่มาก ทำให้จำนวนมลพิษสะสมในพื้นที่จนเป็นอันตรายต่อสุขภาพในระยะยาวอย่างแน่นอน

สามด้านสังคม ต้องมีการย้ายประชาชนกว่า240 ครัวเรือน หรือย้ายผู้คนนับพันคน กระทบต่อมัสยิดและกุโบร์(สุสาน) 2 แห่ง วัด 1 แห่ง และโรงเรียนปอเน๊าะอีก 1 แห่ง ซึ่งต้องย้ายออกไป กระทบต่อหลักศรัทธาของประชาชนในพื้นที่อย่างยิ่ง สภาพวิถีประมงพื้นบ้าน วิถีชีวิตของผู้คนในพื้นที่ที่ใช้ชีวิตบนฐานเกษตรกรรม จะเสื่อมทรุดและสาบสูญ

สี่ด้านความมั่นคง โครงการดังกล่าวได้สร้างแตกแยกในชุมชนจากการที่ กฟผ.ใช้เงินซื้อทุกอย่างใช้อำนาจอิทธิพลข่มขู่ อีกทั้งพื้นที่เทพาและชายแดนใต้มีปัญหาสถานการณ์ความไม่สงบอยู่แล้ว โรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาจะเป็นภัยแทรกซ้อนที่สำคัญและเป็นเงื่อนไขใหม่ต่อการปะทุของสถานการณ์ความไม่สงบได้

โดยเฉพาะในด้านความมั่นคงนั้น นับตั้งแต่ประเด็นโรงไฟฟ้าถ่านหินที่จะสร้างขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้กลายเป็นกระแสสูงสร้างความไม่พอใจให้กับพี่น้องประชาชนที่อยู่ในพื้นที่อำเภอเทพาและเครือข่ายจากพี่น้องประชาชนในสามจังหวัดชายแดนใต้ มีขึ้นต่อรัฐและนายทุนที่เกี่ยวข้อง

จนเป็นเหตุให้นายกอบต.ปากบางได้ทำการข่มขู่แกนนำชาวบ้านที่คัดค้านไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพานั้น ได้มีเหตุระเบิดไปแล้ว2ครั้ง ในพื้นที่เทพา1 ครั้งและในพื้นที่จะนะ1ครั้ง ซึ่งก่อนหน้านี้พื้นที่ในเขตอำเภอสงขลาได้ว่างเว้นจากเหตุการณ์ระเบิดมานานหลายปีแล้ว

ไปๆมาๆสิ่งที่ภาคประชาชนเป็นห่วงกังวลว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินคือภัยแทรกซ้อนยิ่งโหมไฟใต้และอาจถึงขั้นทำลายบรรยากาศสันติภาพได้นั้น ก็กำลังจะกลายเป็นจริงขึ้นมาแล้ว

ในกรณีของโรงไฟฟ้าถ่านหินหรือโครงการใดๆก็ตาม ที่จะสร้างในอาณาบริเวณของพื้นทีจังหวัดชายแดนภาคใต้ และอ้างว่าจะพัฒนาแต่ซ่อนเร้นการทำลายล้างอย่างเกินคำว่าอำมหิตนั้น หากรัฐยังไม่มีมาตรการใดมาตรการหนึ่งออกมาอย่างชัดเจนในการปกป้องสิทธิชุมชน สิ่งแวดล้อมและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์

รัฐก็เตรียมรับมือกับสถานการณ์ที่ประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีความรู้สึกร่วมขึ้นมาว่า”ราคาสันติภาพ”ชายแดนใต้นั้น แท้ที่จริงแล้วในสายตาของภาครัฐนั้น “สันติภาพของประชาชน” มีราคาถูกกว่าผลประโยชน์ของคนไม่กี่คนที่ได้จากโรงไฟฟ้าถ่านหินอย่างไม่ต้องสงสัยอีกแล้ว