หน้าแรก บทความ

ทบทวนกระบวนการตุลาการนุวัตร : บทบาททางการเมืองของศาลรัฐธรรมนูญไทย (2-จบ)

“มักจะมีผู้ดำรงตำแหน่งตุลาการทำหน้าที่ตัดสินลงโทษอยู่เหนือความเป็นความตายของผู้อื่น

ผู้ที่ดำรงตำแหน่งตุลาการเปรียบได้กับสามัญชน ผู้ถือขวานไปตัดต้นไม้แทนช่างไม้ผู้ยิ่งยง

ผู้ถือขวานแทนช่างไม้ ยากนักที่จะหนีพ้นบาดแผลจากคมขวาน”

, เล่าจื๊อ *

ตอนที่แล้ว ผู้เขียนได้เสนอศัพท์ใหม่ คือ “ตุลาการนุวัตร” เพื่อสื่อความหมายของการที่องค์กรตุลาการเข้ามามีบทบาททางการเมือง ในแง่ของการตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการใช้อำนาจนิติบัญญัติและอำนาจบริหาร

ในบทความตอนนี้ ผู้เขียนจะจำกัดขอบเขตการเขียนแคบลงมาอยู่แค่บทบาทของศาลรัฐธรรมนูญไทย
รัฐธรรมนูญ 2550 กำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญ มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาวินิจฉัยคดีรัฐธรรมนูญ ซึ่งแบ่งได้เป็น 9 ประการ ** คือ

• การวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของร่างกฎหมาย และร่างข้อบังคับการประชุมของฝ่ายนิติบัญญัติ ก่อนที่จะประกาศใช้บังคับมิให้ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ

• การวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายที่ประกาศใช้บังคับแล้วมิให้ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ

• การวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของเงื่อนไขการตราพระราชกำหนดมิให้ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ

• การวินิจฉัยว่า ส.ส. , ส.ว. หรือกรรมาธิการ กระทำการใดเพื่อให้ตนมีส่วนโดยตรงหรือโดยอ้อมในการใช้งบประมาณรายจ่าย หรือไม่

• การวินิจฉัยปัญหาความขัดแย้งเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่างรัฐสภา ครม. หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญที่มิใช่ศาลตั้งแต่สององค์กรขึ้นไป

• การวินิจฉัยมติหรือข้อบังคับของพรรคการเมือง การพิจารณาอุทธรณ์ของ ส.ส. และการวินิจฉัยกรณีบุคคลหรือพรรคการเมืองใช้สิทธิและเสรีภาพในทางการเมืองโดยมิชอบด้วยรัฐธรรมนูญ

• การวินิจฉัยสมาชิกภาพหรือคุณสมบัติของสมาชิกรัฐสภา รัฐมนตรี และกรรมการการเลือกตั้ง

• การวินิจฉัยหนังสือสนธิสัญญาใดต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อนหรือไม่ และ

• อำนาจหน้าที่ตาม พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2550

กล่าวอย่างกระชับ ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของการกระทำทางการเมืองใดใด

เป็นเสมือนองค์กรพิทักษ์รัฐธรรมนูญตามกรอบประชาธิปไตย ควบคุมให้การกระทำขององค์กรผู้ใช้อำนาจมหาชนทั้งหลายเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย และป้องกันมิให้ฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารใช้อำนาจตามอำเภอใจอันอาจกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยที่แท้จริง

กระนั้นก็ดี บทบาทของศาลรัฐธรรมนูญ มีความแตกต่างจากศาลอื่นๆ อย่างน้อย 2 ประการสำคัญ

ประการแรก ศาลรัฐธรรมนูญ มีสถานะเป็นเสมือนสถาบันทางการเมืองอันหนึ่ง ที่เป็นอิสระจากสถาบันการเมืองอื่น โดยไม่ได้มีลำดับศักดิ์เหนือกว่าแต่อย่างใด การแสดงบทบาททางการเมืองของศาลรัฐธรรมนูญ จึงไม่สามารถ “ล้ำเส้น” เข้าไปในพื้นที่อำนาจของสถาบันอื่นได้ เช่น กระบวนการตรากฎหมายเป็นพื้นที่อำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติ ก็เป็นพื้นที่ที่ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจจะเข้าไปก้าวก่าย เว้นเสียแต่เมื่อกฎหมายได้ผ่านกระบวนการรัฐสภาออกมาแล้ว มีคนร้องเรียนว่า กฎหมายดังกล่าวขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ เมื่อนั้น ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีความชอบธรรมที่จะใช้อำนาจผ่านการวินิจฉัย

ตัวอย่างสำคัญที่ผ่านมา คือ การที่ศาลรัฐธรรมนูญเข้าไปวินิจฉัย “ข้างในกระบวนการ”แก้รัฐธรรมนูญในช่วงที่ผ่านมา หรือการเข้าไปวินิจฉัย “ข้างในกระบวนการนโยบาย” เรื่องการกู้เงินฯ ที่ซ้ำหนักด้วยการไต่สวนโดย “ใช้ความเห็นส่วนตัว” ประกอบ [ถนนลูกรังยังไม่หมดประเทศ จะไปสร้างรถไฟความเร็วสูงทำไม]

ในเชิงหลักการตุลาการนุวัตร ตัวอย่างสองประการนี้ ก็ถือเป็นสิ่งที่เรียกว่า “การเข้าไปก้าวก่ายแทรกแซง” ในพื้นที่อำนาจของสถาบันการเมืองอื่น

และในเมื่อเราบอกว่าเป็น “พื้นที่ของ” สถาบันการเมืองนั้น ดังนั้นแล้ว ก็จึงเป็นสิทธิโดยชอบธรรมของสถาบันการเมืองนั้นเอง ที่จะปฏิเสธไม่รับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญได้โดยไม่ถือว่าผิดกติกาแต่อย่างใด

อันนี้อาจจะขัดกับความเชื่อเดิมของสังคมไทยอยู่บ้าง ตรงที่มักเชื่อกันว่า “อ้าว! ถ้าไม่เคารพศาลแล้วจะอยู่กันอย่างไร? ” หรือ “เฮ้ย! ศาลมีความศักดิ์สิทธิ์นะ จะไม่รับกันดื้อๆ อย่างนี้เรอะ !?!”

ผู้เขียนขอกราบเรียนท่านผู้อ่านที่เคารพด้วยความสุจริตใจตามหลักวิชาว่า ศาลที่มีความศักดิ์สิทธิ์น่ะ มีอยู่ 2 ประเภท คือ ศาลยุติธรรม กับ ศาลเจ้า!!

แต่สำหรับศาลรัฐธรรมนูญนั้น อย่างที่กล่าวไว้แล้วว่า โดยบทบาท อำนาจหน้าที่ตามหลักการ ศาลรัฐธรรมนูญเป็นสถาบันการเมืองอันหนึ่ง “ไม่ใช่ศาล !!!”

เพียงแต่เราเรียกกันผิดๆ มาตลอดว่า “ศาล”

ก็เหมือนกับที่เรามักเรียกกันผิดๆ ว่า “ปลาวาฬ” ทั้งที่ “วาฬ” ไม่ใช่ “ปลา” ทำนองอย่างนั้นแหละครับ

การบังคับหรือเรียกร้องให้คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเข้าไปมีผลผูกพันการทำงานภายในพื้นที่อำนาจของสถาบันการเมืองอื่นๆ จึงเป็นการละเมิดหลักการตุลาการนุวัตร และมีผลทำให้ตัวศาลรัฐธรรมนูญกลายเป็นรัฐธรรมนูญไปเสียเอง ด้วยการบอกว่าอะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้

ระบอบการเมืองแบบนี้ย่อมไม่ใช่ประชาธิปไตย แต่เป็นตุลาการธิปไตย คือ อำนาจอธิปไตยที่แท้จริงอยู่ที่องค์กรตุลาการ

ประการที่สอง เนื่องด้วยศาลรัฐธรรมนูญมีสถานะเป็นสถาบันการเมืองอันหนึ่ง การวินิจฉัยคำร้องจึงไม่ใช่การแสดงออกทางกระบวนการยุติธรรม หากแต่เป็นการแสดงออกทางการเมือง ซ้ำยังเป็นการแสดงออกทางการเมือง “ในระบอบประชาธิปไตย”

ในกรอบหลักการข้างต้น คนไทยต้องหลุดจาก “มายาคติเปาบุ้นจิ้น” ที่มองว่าศาลมีความศักดิ์สิทธิ์สูงสุด คำตัดสินของศาลเป็นที่สิ้นสุดยุติ ซึ่งความเชื่อนี้อาจจะถูกต้องหากพูดถึงบทบาทของศาลยุติธรรมทั่วไป เช่น ศาลอาญา ศาลแพ่ง แต่ไม่ใช่ในกรณีของศาลรัฐธรรมนูญ

เพราะคำวินิจฉัยของศาลรัฐูธรรมนูญไม่ได้มีผลผูกพันเฉพาะคู่กรณี หากแต่เป็นสมบัติร่วมของสาธารณะ ที่ส่งผลต่อทิศทางการเมืองของประเทศชาติโดยรวม ประชาชนเจ้าของอำนาจอธิปไตยจึงมีสิทธิอันชอบธรรมที่จะสามารถตรวจสอบ และวิพากษ์วิจารณ์ได้

หลักการตรงนี้เป็นหลักการที่ยึดถือกันทั่วไปในกระบวนการตุลาการนุวัตรในอารยประเทศ

พูดอย่างง่ายคือ ตุลาการนุวัตรจะทำงานรับใช้นิติรัฐและประชาธิปไตยได้ ก็ด้วยการที่ต้องไม่มีคำว่า “หมิ่นศาล” อยู่ในพจนานุกรมการทำงานของศาลรัฐธรรมนูญ เพราะตามกระบวนการประชาธิปไตย และนิติรัฐที่มุ่งรับประกันสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนแล้ว การใช้อำนาจทางการเมืองของสถาบันการเมืองใดใดย่อมจะต้องตรวจสอบและวิพากษ์วิจารณ์ได้เสมอ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการฉ้อฉลหรือรวบอำนาจ

หลักข้อนี้ ไม่ละเว้นปฏิบัติต่อศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีฐานะเป็นสถาบันการเมืองอันหนึ่งด้วยเช่นกัน

เพื่อช่วยให้สังคมไทยเข้าใจเรื่องนี้ถูกต้อง ผู้เขียนเสนอว่า หากลุงกำนันจะอนุเคราะห์บรรจุไว้ในข้อเสนอปฏิรูปของท่านด้วย ช่วยทีเถอะ ช่วยปฏิรูปศาลรัฐธรรมนูญโดยเริ่มต้นจากการเปลี่ยนชื่อเรียกศาลรัฐธรรมนูญให้ถูกต้องตามอำนาจหน้าที่ตามหลักการของมัน

คือ เรียก “ศาลรัฐธรรมนูญ” ใหม่ให้ถูกว่า “คณะกรรมการวินิจฉัยตีความความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของการกระทำทางการเมือง”

[แน่นอนว่าชื่อเรียกที่ผู้เขียนเสนอนี้ก็สามารถตรวจสอบและวิพากษ์วิจารณ์ได้ เพราะผู้เขียนไม่ใช่องค์กรตุลาการที่ทำตัวเป็นรัฐาธิปัตย์เสียเองเหมือนประเทศกำลังพัฒนาตลอดกาลบางประเทศ]

——

* เล่าจื๊อ, เต๋าเต็กเก็ง สำนวนแปลโดย พจนา จันทรสันติ ใน “วิถีแห่งเต๋า”, อ้างถึงใน ปิยบุตร แสงกนกกุล. ในพระปรมาภิไธย ประชาธิปไตย และตุลาการ. กรุงเทพฯ: โอเพ่นบุ๊คส์, 2552. หน้า 12.
** อ้างอิงจากเว็บไซต์ศาลรัฐธรรมนูญ, http://www.constitutionalcourt.or.th/index.php?option=com_content&view= article&id=153&Itemid=83&lang=thindex.php

****ฟาตอนีออนไลน์ทำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

เรื่องที่เกี่ยวข้อง :

ทบทวนกระบวนการตุลาการนุวัตร: บทบาททางการเมืองของศาลรัฐธรรมนูญไทย (1)