หน้าแรก ข่าวต่างประเทศ

กูเลน vs อัรดูฆอน ในสายตาของสื่อกระแสหลัก

กูเลน vs อัรดูฆอน

ความพยายามในการก่อรัฐประหารที่ล้มเหลวในประเทศตุรกีเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2559 ที่ผ่านมา ได้กลายเป็นประเด็นถกเถียงที่ไม่มีวันจบสำหรับนักวิชาการและนักวิเคราะห์ เฉกเช่น อย่างที่กล่าวโดยนาย เจฟเฟอร์รี่ เฮเนส ที่กล่าวว่า สิ่งนี้ได้กลายเป็นวัฒจักรของการเมืองไปของเมืองอังการ่าไปแล้ว ซึ่งการก่อรัฐประหารนั้นมักจะกระทำโดยกลุ่มนายทหารที่ไม่มีความจงรักภักดีต่อรัฐบาลส่วนกลาง

ตามที่อดีตหัวหน้าพรรคพีพีไอของตุรกี นายอัซวีร นาซาร (2016) ในอดีตของเขา กลุ่มนายทหารที่เชื่อว่า พวกตนเป็นกลุ่มที่มีความชอบธรรมในการปกครองตุรกี จนกระทั่งนำไปสู่การก่อรัฐประหารรัฐบาลที่เห็นว่าดำเนินการปกครองที่ออกจากนอกลู่จากตรรกเสรีนิยมของอดีตผู้วางรากฐานการปกครองในสมัยใหม่อย่างมุสตสฟาล กามาล (อำนาจนิยม)

Necmettin Erbakan คือนายกรัฐมนตรีที่มีความเคร่งครัดศาสนาคนสุดท้ายที่ถูกโค่นอำนาจโดยทหารสายอำนาจนิยมจนสำเร็จเมื่อปี 1997 พรรคดารเมืองอิสลามซึ่งเป็นพรรคที่ให้การสนับสนุน เอรบากาฮ และเรฟาฮ ปาร์ตีซี เองก็ถูกจำกัดบทบาทลงโดยทหารโดยปริยาย

แต่อย่างไรก็ตาม (ความพยายาม) ในการก่อรัฐประหารในครั้งนี้ค่อนข้างที่จะมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ที่สื่อที่ฝักใฝ่กลุ่มอำนาจนิยมในตุรกีและสื่อในเครื่อสำนักตะวันตก ต่างออกมาเปิดโปงกล่าวหาว่ากูเลนคือผู้อยู่เบื้องหลังในการก่อรัฐประหารรัฐบาลเรเซป เตเยบ อัรดูฆอน ในครั้งนี้ กูเลนที่กำลังอยู่ในช่วงวัยชราและกำลังล้มป่วยอยู่ ได้กลายเป็นแพะรับบาปโดยปริยาย ที่กลายเป็นชนวนของความวุ่นวายในประเทศที่เป็นดั่งสะพานเชื่อมระหว่างสองทวีปเอเชียและยุโรป

ยังมีนักวิเคราะห์การเมืองอีกหลายคนที่ยังไม่เชื่อว่ากูเลน จะเป็นคนที่อยู่เบื้องหลังในความพยายามก่อรัฐประหารในครั้งนี้ อย่างเช่น ในงานงานเขียนของนายมูฮัมหมัด ปีซาโร ที่เผยแพร่ในหนังสือพิมพ์รายวันฉบับหนึ่งระบุว่า ในอดีต กูเลนเป็นทั้งครูศาสนาและเพื่อนของอัรดูฆอน ในเวลาเดียวกัน ในขณะที่นายชารีฟ ตาเกียน ได้กล่าวว่า กูเลนถือเป็นคุณครูผู้สร้างแรงบันดาลใจของพรรคเอเคพีมาโดยตลอด ซึ่งเป็นพรรคที่สนับสนุนนายอัรดูฆอนสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นับตั้งแต่ปี 2002

อัรดูฆอน และกูเลน สองผู้ยิ่งใหญ่ที่ถูกตัดขาด?

ประวัติศาสตร์ได้บันทึกเอาไว้ว่า กูเลนถือเป็นผู้สนับสนุนคนแรกของรัฐบาลภายใต้การนำขอบเอรบากาฮ ที่ได้เข้าสู่อำนาจ ภายหลังจากรัฐบาลเรฟาฮได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปี 1995 จากนั้นประมาณหนึ่งปีในยุครัฐบาลเอรบากาฮ เครื่อข่ายของสื่อที่เป็นของกูเลนได้เริ่มสร้างเรื่องราวเกี่ยวกับอัรดูฆอนและพรรคเอเคพีขึ้นมา เครื่อข่ายของสื่อดังกล่าวได้ครอบคลุมไปถึงกองบรรณาธิการข่าวชาน กลุ่มสมาคมสื่อโทรทัศน์ สามสถานีวิทยุ และหนังสื่อพิมพ์หลักบางสำนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหนังสือพิมพ์รายวันซามาน นายเฮเนส กล่าวว่า หนังสือพิมพ์ซามานมีการจำหน่ายถึง 500.000 ฉบับต่อวัน ซึ่งเป็นหนังสื่อพิมพ์เจ้าเดียวที่มีการตลาดกว้างขวางในตุรกี

ด้วยการโหมกระแสในการสนับสนุนอัรดูฆอนผ่านเครื่อข่ายของสื่อภายใต้การดูแลของกูเลน ในที่สุดพรรคเอเคพีสามารถเอาชนะในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปี 2002 จนในที่สุดนายอัรดูฆอนได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และเพื่อนซี้ของเขาได้ดำรงตำแหน่งเป็นประธานาธิบดีของตุรกีตามคาด ชัยชนะในทางการเมืองในครั้งนั้น ไม่อาจที่จะปฏิเสธอิทธิพลของนายกูเลนได้ ที่สามารถโน้มน้าวคะแนนเสียงผู้สนับสนุนของเขาในการเทคะแนนให้กับพรรคเอเคพี

ด้วยเหตุนี้ความสัมพันธ์อันชิดใกล้ระหว่างกูเลนกับอัรดูฆอนเริ่มสถาปนาขึ้นด้วยการปกครองเพื่อเปลี่ยนตุรกีสู่ความเป็นอิสลาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการศึกษา ในด้านกฏหมาย ด้านการปกครอง ซึ่งอัรดูฆอนได้เปลี่ยนแปลงยกเลิกกฏหมายบางมาตราที่ไม่ได้มีประโยชน์กับชาวมุสลิม หนึ่งในนั้นก็คือ การยกเลิกกฏหมายเกี่ยวกับข้อห้ามการแต่งกายของผู้หญิงมุสลิม ที่ถูกบังคับใช้เมื่อสมัยการปกครองของมุสตาฟา กามาลเรืองอำนาจในอดีต เมื่อปี 1920

ภายหลังจากที่อัรดูฆอนได้กุมอำนาจ หนังสือพิมพ์ซามานของฉบับที่ 11 ประจำปี 2008 มีการจำหน่ายอย่างถล่มทลายทะลุสถิติถึง 860.000 ฉบับ ที่ยังคงมีการแข็งขันสูงสำหรับการสื่อสารของรัฐบาลตุรกี

ถึงกระนั้นความสัมพันธ์ระหว่างกูเลนกับอัรดูฆอนไม่ได้หอมหวานนานเท่าใดนัก เมื่อปี 2010 มีกลุ่มอูลามาอฺบางกลุ่ม ได้มีการวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของรัฐบาลอัรดูฆอน ที่เกี่ยวข้องกับการปรับปรุงปฏิรูปประเทศในระยะเวลาไม่กีปี ที่ต่อมาทำให้ครูและลูกศิษฐ์ได้หวนกลับไปสู่ความจืดจางของทั้งสองต่อไป ปรากฏการณ์ดังกล่าว ถูกนำเสนอผ่านหนังสือพิมพ์ซามานรายวัน ที่ได้วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลตุรกีอย่างต่อเนื่อง

ความจริงแล้วมันเป็นสิ่งที่คู่ควรที่สื่อสิ่งพิมพ์จะทำการวิพากษ์รัฐบาล เพราะว่าสื่อนั้นจำเป็นที่จะต้องทำหน้าที่ในบทบาทของเขาอย่างเต็มที่ในการวิพากษ์สังคม (ควบคุมสังคม) เพื่อที่ว่ารัฐบาลนั้นจะได้ระมัดระวังไม่ออกนอกลู่ของบรรทัดฐานที่ควรจะเป็น ในขณะที่ Kovach & Rosenstiel ได้ยืนยันว่า นักข่าวและสื่อมวลชนนั้น จะต้องทำหน้าที่ในฐานะผู้สังเกตการณ์ที่มีความอิสระจากการถูกคุกคามจากรัฐบาล

ภาพพจน์กูเลน

หลายคนยังรับไม่ได้กับข้อกล่าวหาที่ว่ากูเลนคือผู้ที่อยู่เบื้องหลังของความพยายามในการก่อรัฐประหารในตุรกีที่ผ่านมา ที่ไม่ประสบความสำเร็จดังกล่าว เพราะว่าการปกครองปฏิรูปที่ดำเนินการปกครองผ่านโครงสร้างของรัฐบาลอัรดูฆอนและพรรคเอเคพี ที่กูเลนเองให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่พร้อมกับผู้สนับสนุนของเขาด้วย ถึงแม้ว่าบ่อยครั้งจะมีความขัดแย้งในด้านความคิดกับอัรดูฆอนอยู่ก็ตาม กูเลนถูกมองว่าไม่มีเหตุผลพอและไม่อาจรับได้ ที่จะบอกกว่ากูเลนจะทำการโค่นล้มลูกศิษฐ์ของตนเอง

อย่างที่กล่าวกันว่า ความแตกต่างทางด้านเหตุและผลระหว่างกูเลนกับอัรดูฆอน จะเป็นเรื่องวิธีการมากกว่า ไม่ใช่เรื่องพื้นฐานแต่อย่างใด

และความไม่ลงรอยกันระหว่างกูเลนและอัรดูฆอนเกี่ยวกับภารกิจการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมไปยังฉนวนกาซ่าของปาเลสไตน์

ในช่วงการให้สัมภาษณ์กับกับสำนักข่าววอลล์สตรีท เมื่อปี 2010 กูเลนได้เปิดเผยว่าการดำเนินการ(รวมถึงกฏหมายระหว่างประเทศ) จำเป็นที่จะต้องไม่คุกคามอำนาขอธิปไตยของอิสราเอล และสมควรที่จะต้องขออนุญาตจากอิสราเอล ก่อนที่จะส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมไปยังฉนวนกาซ่า

กูเลนกล่าวว่าฉนวนกาซ่าที่ถูกสกัดกั้นโดยอิสราเอลนั้น ค่อนข้างมีความอันตรายสำหรับอาสาสมัครบรรเทาสาธารณภัยของตุรกี ความกังวลดังกล่าวได้เกิดขึ้นจริงในช่วงที่หน่วยความมั่นคงของอิสราเอล ได้ทำการยิงเรือบรรเทาสาธารณภัยด้านมนุษยธรรมที่บรรทุกอาสาสมัครดังกล่าว

กูเลนกล่าวว่า องค์กรด้านสังคมที่อยู่ภายใต้การดูแลขอกูเลนอย่างคิม ซอก ยอก มู มานานหลายปี มีความสำเร็จและสามารถนำความช่วยเหลือไปยังฉนวนกาซ่าได้อย่างสำเร็จ

ความขัดแย้งของทั้งสองบุคคลดังกล่าวนี้ ได้กลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองสำหรับกลุ่มอำนาจนิยม ที่รอโอกาสจะทำให้เกิดความแตกแยกของพลังอำนาจของการเมืองอิสลามในตุรกี เพราะว่ากลุ่มอำนาจนิยม (ผู้ฝักใฝ่แนวคิดตามมุสตาฟา กามาล) ต่างไม่ต้องการกูเลนและอัรดูฆอน ที่ถือว่าเป็นบุคคลที่เคร่งครัดศาสนาที่สามารถหลวมรวมเป็นหนึ่ง เพราะว่าการเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้สนับสนุนนายกูเลนบวกกับอำนาจทางโครงสร้างที่ครองอำนาจโดยอัรดูฆอน พร้อมกับพรรคเอเคพีของเขาสามารถทำงานร่วมกัน อาจทำให้กลุ่มอำนาจนิยมอาจถูกล้มหายตายจากจากการเมืองของตุรกีในที่สุด

เกี่ยวกับเรื่องนี้ กูเลนมีความเชื่อมโยงกับการยึดอำนาจในครั้งนี้หรือไม่ เพราะมีหลายกลุ่มก้อนของมุสลิมในตุรกีที่เห็นว่า กูเลนและอัรดูฆอนนั้น ถือเป็นสองตัวบุคคลสำคัญที่มีอำนาจ ที่จงใจในการแยกทางกัน เพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มอำนาจนิยมเท่านั้น

สิ่งนี้จะเห็นได้ตอนที่สื่อมวลชนที่ฝักใฝ่กลุ่มอำนาจนิยมและสำนักข่าวที่เป็นเครื่อของชาวตะวันตก ต่างออกมากล่าวโทษกูเลนว่าเป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลัง หลังจากที่กลุ่มนายทหารที่ต่อต้านอิสลามทำการยึดอำนาจรัฐบาลอัรดูฆอนไม่สำเร็จ

ความเป็นจริงอีกด้านของสื่อ

ในการศึกษาวิจัยของการสื่อสารมวลชนพบว่า การกระทำของสำนักสื่อที่ต่อต้านอิสลามดังกล่าวไม่อาจเป็นความลับอีกต่อไป ผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสารของมหาวิทยาลัยเดโปเนโกโร โตโนโม ราฮาโจ ได้กล่าวว่า สื่อไม่ได้เป็นกระจกส่องโลก เนื้อหาของสื่อไม่ได้มีรูปแบบที่เป็นอิสระ (เสียงที่อิสระ) แต่ความเป็นจริงแล้วปรากฏการณ์ของสื่อนั้นได้ดำเนินการบนฐานของผลประโยชน์ สื่อสารมวลชนได้ทำหน้าที่นำชุดความคิดแบบคงเส้นคงวากับกลุ่มที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน

มีเหตุผลหนึ่งที่ว่าเหตุใดสื่อของตะวันตกต่างกระตือรือร้นในการโหมกระพือเพื่อทำลายภาพพจน์ของบุคคลทั้งสองผ่านสื่อในสังกัดของพวกเขา

ฟัตฮุลลอฮ์ กูเลน และขบวนการของเขา ถือว่าเป็นขบวนการเคลื่อนไหวที่มีอิทธิพลที่ส่งผลในด้านลบให้กับกลุ่มที่ฝักใฝ่ชาติตะวันตก ความยากลำบากของชาติตุรกีในการเข้าร่วมเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปหรืออียูนั้น สิ่งสำคัญเกิดจากบรรดาผู้นำจากชาติตะวันตก ที่มีความหวาดวิตกถึงการแพร่หลายอย่างกว้างขวางของอิทธิพลของรัฐบาลอังการาดังกล่าว

เมื่อปี 2004 ผู้ก่อตั้งพรรคเสรีฮอลแลนด์ หรือ แอลดีพี ฟริต บอลเกสเตน ได้กล่าวว่า ค่อนข้างมีความเสี่ยงอย่างยิ่งหากสหภาพยุโรปในฐานะที่เป็นเมืองแห่งอารยธรรมของชาวคริสต์ จะยอมรับการเข้ามาของตุรกีในการเป็นสมาชิกภาพของสหภาพยุโรป ถึงแม้ว่าจะเป็นเมืองที่ขึ้นชื่อว่าชาติเสรี แต่ประเทศตุรกียังถือว่าเป็นประเทศที่มีประชากรที่นับถือศาสนาอิสลามมากกว่า 99 เปอร์เซ็นต์อยู่ดี

กูเลนได้ก่อตั้งกลุ่มเฮซเมท ซึ่งเป็นองค์กรเพื่อสังคมของอิสลาม ที่มีสมาชิกไม่ต่ำกว่า 4 ล้านคน ฮิซเมทสามารถดึงชาวยุโรป (โดยเฉพาะรัสเซีย) เพื่อให้เข้ามาสู่ศาสนาอิสลาม นอกจากนั้นกูเลนเองยังได้ก่อตั้งมูลนิธิเพื่อสังคม คิมเซยอกมู มูลนิธิแห่งนี้ดำเนินการช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรมไปยังพื้นที่ที่มีความต้องการในที่ต่างๆ จำนวน 160 กว่าประเทศ โดยที่ไม่มีการแบ่งแยกชนเผ่า ศาสนา แม้กระทั่งชาติพันธุ์ มูลนิธิที่เป็นของกูเลน ที่ชื่อ พาเซียด ได้ก่อตั้งโรงเรียนมากกว่า 1.500 แห่ง และ อีก 15 มหาวิทยาลัย ใน 140 ประเทศทั่วโลก และนักเรียน นักศึกษาที่ศึกษาในสถาบันการศึกษาของกูเลน มีพื้นเพมาจากหลากหลายชนเผ่า เชื้อชาติ ศาสนา และแม้กระทั่งชาติพันธุ์

อย่างไรก็ตาม กูเลนและขบวนการของเขาก็ยังคงเป็นสิ่งที่คุกคามลัทธิเสรีนิยมของชาติตะวันตกมาโดยตลอด หนำซ้ำสหรัฐอมเริกาในฐานะมหาอำนาจประเทศแห่งเสรีของโลกในปัจจุบัน ก็ยังคงถูกกล่าวหาว่ามีบทบาทสำคัญไม่น้อยในการยึดอำนาจที่มีความล้มเหลวดังกล่าว

แต่ยังมีข้อสงสัยอื่นๆ ที่ว่า ข้อสงสัยเกี่ยวกับอมเริกาที่มีความเชื่อมโยงในความพยายามยึดอำนาจตุรกีในครั้งนี้ ทางด้านรัสเซียทูเดย์ ได้รายงานว่า พล.อ.จอน เอฟ คอมเบลล์ แห่งสหรัฐอมเริกา ได้อาศัยเครื่อข่ายของซีไอเอภายในประเทศดังกล่าว ในการวางแผนที่ใช้งบประมาณมหาศาล ที่ให้กับกลุ่มทหารที่ทำการยึดอำนาจ

สื่อกระแสหลักส่วนใหญ่ของอินโดนีเซียเอง ได้ทำการคัดลอกเนื้อหาข่าวของชาติตะวันตก ซึ่งมีมุสลิมเองไม่น้อยที่ได้ทำการเผยแพร่เนื่อหาข่าวเช่นนั้นไปตามๆ กัน ที่ได้มีการวางแผนล่วงหน้าเพื่อทำลายภาพพจน์ชื่อเสียงของบุคคลทั้งสอง

ที่มา http://www.hidayatullah.com/artikel/ghazwul-fikr/read/2016/08/08/99027/gulen-vs-erdogan-dan-citra-media-massa.html