
ผู้แสวงบุญชาวอินโดนีเซียจำนวน 177 คน ที่ถูกด่านตรวจคนเข้าเมืองของฟิลิปปินส์ควบคุมตัว หละงจากตรวจพบว่าใช้ข้อมูลเท็จ ซึ่งคาดว่าอาจเป็นเหยื่อที่ถูกหลอกจากแก็งมิจฉาชีพ
บรรดาผู้แสวงบุญชาวอินโดนีเซียกลุ่มนี้ ถูกอายัดตัวเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ที่สนามบินของกรุงมะนิลาประเทศฟิลิปปินส์ หลังจากตรวจพบว่ามีการใช้หนังสือเดินทางปลอมเพื่อใช้ในการเดินทางไปแสวงบุญ ณ เมืองเมกกะฮ์
ซึ่งคาดว่ากลุ่มผู้แสวงบุญกลุ่มนี้ได้อาศัยหนังสือเดินทางของฟิลิปปินส์ เพราะว่าโควต้าของประเทศอินโดนีเซียนั้นเต็มจำนวน ในขณะที่โควต้าของประเทศฟิลิปปินส์ยังมีที่ว่างอีกมาก
“อาจเป็นไปได้ว่าหรือถูกนำขึ้นเครื่องในเที่ยวบินที่ผิดของบริษัท หรืออาจเป็นการสัญญาของผู้ที่ชักจูงเพื่อเดินทางไปแวงบุญด้วยวิธีการที่ง่าย” ยูโซฟ คัลลาร์ เปิดเผยกับผู้สื่อข่าว
เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง?

ทั้งนี้ทางรับบาลอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ กำลังประสานงานกันเพื่อที่จะสืบสาวุฃถึงผู้ที่นำพาผู้แสวงบุญ 177 เหล่านี้ ที่มาจากจังหวัดซูลาเวสีและจังหวัดใกล้เคียงมายังฟิลิปปินส์ตฃครั้งนี้ หัวน้าสถานทูตอินโดนีเซียประจำฟิลิปปินส์ จอนนี่ ลูมินตัง กล่าว
“อาจมีบริษัทที่นำพาคนเหล่านี้มายังกรุงมะนิลา ซึ่งก่อนที่พวกเขาเหล่านี้จะเดินทางสู่มะนิลา พวกเขาได้ใช้หนังสือเดินทางสัญชาติฟิลิปปินส์ ซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างการตรวจสอบ (ว่าใครเป็นผู้ที่จัดส่ง)” จอนนี่กล่าวกับสำนังข่าวบีบีซีประจำอินโดนีเซีย

“สิ่งนี้มักจะเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้งมาอย่างช้านานแล้ว เช่น มีบริษัทที่สามารถนำพากลุ่มบุคคล ซึ่งข้าพเขฃจ้าคิดว่ามันอาจเป็นการกระแบบเครื่อข่าย” อากุส ซูโยโต หนึ่งในแกนนำของของสภาอูลามาอฺของอินโดนีเซียกล่าว
“ในช่วงที่ข้าพเจ้าเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์เมื่อปี 2001 ได้พบกับครอบครัวหนึ่งที่มาจากอินโดนีเซียที่เดินทางมาจากประเทศไทย”
ขอให้ปล่อยตัวพวกเขา
ทางรัฐบาลอินโดนีเซียเชื่อว่าผู้แสวงบุญชาวอินโดนีเซียจำนวน 177 คนดังกล่าว คือคนที่ตกเป็นเหยื่อของแก็งมิจฉาชีพ จนทำให้ทางรัฐบาลฟิลิปปินส์ขอร้องให้ปล่อยตัวพวกเขากลับ
“เรากำลังพยายาม เพื่อให้พวกเขาสามารถเคลื่อนย้ายกลับไปยังอินโดนีเซีย” สถานทูตอินโดนีเซียประจำกรุงมะนิลากล่าว
ถึงแม้ว่าผู้แสวงบุญจำนวน 177 คน ที่กำลังจะเดินทางไปยังซาอุดีดังกล่าวจะถือว่าจะกระมำอย่างผิดวิธีการ นายยูโซฟ คลลาร์ ยังได้กล่าวเพิ่มเติมว่า สิ่งที่ต้องรับผิดชอบนั้นก็คือ ผู้ที่นำพาบุคคลเหล่านี้มายังฟืลิปปินส์ต่างหาก
“แน่นอน คนที่ผิดก็คือคนที่วางแผนเหล่านี้ พวกเขา(ผู้แสวงบุญ)เป็นเหยื่อ พวกเขาไม่รู้เห็นแต่อย่างใด” ยูโซฟ คัลลาร์ กล่าว

นายยูโซฟ คัลลาร์ ยอมรับว่า จำนวนของโควต้าของอินโดนีเซียที่มีอยู่อย่างจำกัด ถือเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดปัญหาเหล่านี้ขึ้นเช่นนี้
ในพื้นที่หนึ่ง มีชาวอินโดนีเซียที่จำเป็นต้องรอคิวนานกว่า 20 ปี เพื่อที่จะได้รับโอกาสในการเดินทางไปแสวงบุญได้
“แน่นอนคงต้องมีผู้ที่ไม่มีความอดทน จนต้องหาวิธีการเพื่อที่จะเดินทางไปแสวงบุญได้ เช่นที่ฟิลิปปินส์ ที่โควต้ายังเหลืออยู่อีกมาก แต่ถึงอย่างไรก็ต้องอาศัยหนังสือเดินทางของฟิลิปปินส์ในการเดินทาง นี่คือสิ่งวที่ผิด” คัลลาร์ กล่าว
เมื่อปี 2016 จำนวนโควต้าของอินโดนีเซีย ถูกจำกัดโดยรัฐบาลซาอุดีอารเบียอยู่ที่ 168.000 คน เท่านั้น ซึ่งเป็นจำนวนที่ลดลงเมื่อเทียบกับปี 2011 ที่มีจำนวน 221.000 คน
ทางรัฐบาลซาอุดีอารเบียได้ลดจำนวนโควต้าลงในปี 2016 ที่เชื่อว่าอาจมาจากการจัดการบริเวณของมัสยิดฮารอมเพื่อไม่ให้หนาแน่น


