หน้าแรก ข่าวต่างประเทศ

นักวิจัยสันติภาพจากสหรัฐฯ ระบุ ขบวนการอาเจะห์เสรี (ไม่น่า) วางอาวุธเร็วเกินไป

ซึ่งบทความของเจสันชิ้นนี้ปิดท้ายด้วยคำแนะนำสำหรับขบวนกวนต่อสู้ต่างๆ ทั่วโลกว่า : อย่าได้วางอาวุธของท่านจนกว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใดจะมีความชัดเจน เพราะผลของมันช่างข่มขืนยิ่งนัก

“อย่าได้วางอาวุธของคุณ” (Don’t Lay Down Your Arms) นั่นคือหัวข้อบทความที่คุณเจสันได้เขียนไว้ ที่ถูกเผยแพร่เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2014 คุณเจสันเป็นนักวิจัยจากสถาบัน Dartmouth College: เป็นวิทยาลัยเอกชนชั้นนำในฮันโนเวอร์แห่งเมืองฮัมเชียร สหรัฐอเมริกา ซึ่งเขาเพิ่งเสร็จสิ้นจากการศึกษาของระบบรัฐสภาและการกระจายอำนาจในประเทศที่กำลังพัฒนา ซึ่งหนึ่งในนั้นที่เขามีความกังวลก็คือกรณีของอาเจะห์

หัวข้อบทความชิ้นนี้เป็นการกระตุกต่อมสมองได้อย่างชัดเจน ถ้าคุณไม่ต้องการที่จะเรียกมันว่าเป็นความสุดโต่งมากเกินไป แต่สำหรับมุมมองของรัฐบาลอินโดนีเซียแล้วนั้น อาจจะเข้าใจกันว่าบทความชิ้นนี้เสมือนเป็นการปลุกระดมก็เป็นได้ แต่อย่างไรก็ตามพวกเขาก็ได้ลงเอยด้วยสถานะของการปกครองพิเศษ นับตั้งแต่มีการลงนามในข้อตกลงสันติภาพเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2005 แต่ในความเป็นจริงแล้วจนถึงขณะนี้สิทธิทางการเมืองของชาวอาเจะห์ในความเป็นเขตปกครองพิเศษ ยังคงถูกยับยั้งชั่งใจโดยรัฐบาลกลางมาโดยตลอด ทั้งๆ ที่การลงนามสันติภาพผ่านไปแล้วกว่าสิบปีก็ตามตามที่เราได้ทราบกัน ถึงแม้ว่าในข้อตกลงสันติภาพได้ระบุว่าอาเจะห์มีสิทธิที่จะได้รับภาษีรายได้ร้อยละ 70 จากทรัพยากรธรรมชาติ แต่ในความเป็นจริงจนถึงตอนนี้ทางรัฐบาลกลางยังคงมีการต่อรองในส่วนของผลประโยชน์ในสัดส่วน 50:50 ของภาษีรายได้

“เสมือนว่าอาเจะห์เองยังไม่สามารถที่จะจัดการกับภาษีของตนเอง ซึ่งหมายความว่าความเป็นอิสระของอาเจะห์ยังมีน้อยกว่าสิ่งที่กลุ่มไอน์แลนด์เหนือได้รับด้วยซ้ำ มีสิ่งเดียวเท่านั้นที่ชาวอาเจะห์มีสิทธิได้รับก็คือการจัดตั้งพรรคการเมืองท้องถิ่น” เจสันกล่าวในบทความของเขา

“ในขณะที่รัฐบาลอินโดนีเซียได้แต่จัดการอยู่เพียงฝ่ายเดียวในการทรยศหักหลังบรรดาอดีตขบวนการอาเจะห์ด้วยนโยบายทางเศรษฐกิจ ที่มีการก้าวก่ายคุกคามอย่างชัดเจน : นั่นก็คือต้องยอมรับ (กฎกติกาของเรา) หรือเราจะเอาริบคืนเหมือนอย่างอดีต”

เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นได้อย่างไรsinv? ง่ายมาก : เมื่อกลุ่มนักต่อสู้ได้ตัดสินใจลงมาจากเขาและได้มอบอาวุธของพวกเขา ก่อนที่กระบวนการทางกฎหมายของเขตปกครองพิเศษจะได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ หนำซ้ำฝ่ายขบวนการเองมิสามารถที่จะดำเนินการตอบโต้ใดๆ ต่อฝ่ายรัฐบาลได้ต่อกรณีที่พวกเขาถูกหักหลัง” เจสันกล่าวเพิ่มเติม

ถ้าดูจากข้อตกลงสันติภาพที่เกิดขึ้นจริง เจสันกล่าวว่า การลงนามในบันทึกความเข้าใจเฮลซินกิถูกผูกมัดด้วยเงื่อนไขที่ต้องยอมมอบอาวุธของขบวนการอาเจะห์ และตามด้วยการถอนทหารอินโดนีเซียออกจากพื้นที่ได้ดำเนินการตามลำดับขั้นตอน หลังจากนั้นการร่างกฎหมายเกี่ยวกับเขตปกครองพิเศษอาเจะห์จึงเริ่มขึ้น ถึงกระนั้นก็ยังไม่ได้เป็นเหมือนอย่างที่ได้ระบุไว้ในบันทึกข้อตกลงเฮซินกิอย่างสิ้นเชิง ซึ่งปรากฏว่าได้มีการอภิปรายอย่างยืดเยื้อยาวนานกว่าจะผ่านการอนุมัติจากรัฐสภา

ซึ่งบทความของเจสันชิ้นนี้ได้ปิดท้ายด้วยคำแนะนำสำหรับขบวนกวนต่อสู้ต่างๆ ทั่วโลกว่า : อย่าได้วางอาวุธของท่าน จนกว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใดจะมีความชัดเจน เพราะผลของมันช่างข่มขืนยิ่งนัก

จนสองปีหลังจากนั้น เมื่อผู้นำของขบวนการอาเจะห์ได้ขึ้นดำรงตำแหน่งสูงสุดของรัฐบาลอาเจะห์ เราต่างได้เห็นแล้วว่า สิ่งที่คุณเจสันกล่าวไว้มันมีความน่าสมเพชเช่นไร ซึ่งดูได้จากการที่ผู้ว่าราชการจังหวัดอาเจะห์ซัยนี อับดุลลาห์ ได้กล่าวอภิปรายในเวทีหนึ่งในกรุงจาการ์ตาว่า “เราได้ตกลงที่จะสร้างสันติภาพกันแล้ว ความใฝ่ฝันที่จะปลดปล่อยอาเจะห์เราก็ได้ละทิ้งมันไปแล้ว อาวุธของกัมเราก็ได้ทำลายทิ้งด้วยกัน แล้วเราจะต้องเสียสละอะไรอีกที่มากไปกว่านี้ เพื่อให้ทางรัฐสภาได้อนุมัติ?”

แน่นอนประโยคดังกล่าวคงไม่ได้ออกมาจากความนัยที่ว่างเปล่า หลายต่อหลายครั้งแล้วที่ทีมคณะผู้บริหารของอาเจะห์ได้เดินทางไปสู่กรุงจาการ์ตาเพื่อเรียกร้องสิทธิของตนเอง ตามที่ได้สัญญาในช่วงที่อาเจะห์ยอมรับสิทธิในการปกครองพิเศษ ทั้งที่ความฝันในช่วงวินาทีที่มีการลงนามในข้อตกลงดังกล่าว เสมือนว่าชาวอาเจะห์จะได้มีรัฐบาลปกครองพิเศษของตนเอง เฉกเช่นกับเขตปกครองตนเองที่อื่นๆ ในโลก เช่นอย่างมาเก๊าหรือฮ่องกงในประเทศจีน แต่จนถึงตอนนี้อย่าว่าแต่เรื่องนั้นเลย แม้กระทั่งปัญหาเรื่องธงชาติก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข นี่ยังไม่ได้พูดถึงรายละเอียดอื่นๆ ที่ระบุว่าอาเจะห์อาจมีสิทธิในการผลิตธนบัตรเป็นของตนเอง

แต่ที่น่าเศร้าใจยิ่งกว่าก็คือ เมื่ออาเจะห์ได้ทำการเรียกร้องสิทธิทางการเมือง ทางรัฐบาลจาการ์ตามักจะเบี่ยงประเด็นไปยังเรื่องปัญหาสวัสดิการ เสมือนว่าทางรัฐบาลอาเจะห์มีความเป็นห่วงเรื่องธงชาติมากกว่าเรื่องสวัสดิการ ทั้งๆ ที่แม้แต่เด็กน้อยก็ยังรู้ว่า สิทธิทางสวัสดิการมันได้ครอบคลุมอยู่ในการแบ่งปันภาษีร้อยละ 70:30 ที่จนถึงตอนนี้ยังไม่เคยได้เป็นจริง

เมื่อประเด็นธงชาติได้กลายเป็นประเด็นที่ร้อนแรงเมื่อปีที่แล้ว ทางรัฐบาลกลางจาการ์ตาจึงได้จัดการประชุมเพื่อหารือเกี่ยวกับอาเจะห์เป็นการเฉพาะกิจ และเมื่อประเด็นธงชาติได้จางหายไป ปัญหาเกี่ยวกับอาเจะห์พลอยเงียบหายไปจากรัฐบาลจาการ์ตาเช่นเดิม

ผมจำได้ว่าตอนที่มีการพบปะกันในบ่ายวันหนึ่งระหว่างคณะผู้แทนของรัฐบาลฟิลิปปินส์กับขบวนการบังซาโมโร ก่อนที่พวกเขาจะมีการลงนามในข้อตกลงสันติภาพในปลายเดือนมีนาคมเมื่อหลายปีที่แล้ว ซึ่งการพบปะครั้งนั้นมีขึ้นในร้านน้ำชาแห่งหนึ่งในบันดาอาเจะห์ ในขณะนั้นพวกเขามายังอาเจะห์ก็เพื่อศึกษาดูว่าอะไรคือสิ่งที่ขบวนการอาเจะห์เสรีได้รับหลังจากการลงนามดังกล่าว ที่ถึงขั้นยอมมอบอาวุธของพวกเขาถูกตัดทิ้งทำลาย

“เราต้องการที่จะรู้ทุกสิ่งอย่างที่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในอาเจะห์ ก่อนที่เรา(ขบวนการบังซาโมโร)จะมีการลงนามในข้อตกลงสันติภาพ” ตัวแทนขบวนการบังซาโมโรได้กล่าวกับผมในบ่ายวันนั้น

ประโยคทีฟังอย่างที่ชัดเจนคือ: พวกเขาไม่อยากถูกหลอก ภายหลังจากมีการลงนามข้อตกลง!

เรารู้ดีว่าข้อตกลงสันติภาพอาเจะห์ได้ดำเนินการแบบเร่งรีบ ภายหลังจากเกิดมหันต์ภัยสึนามิ ถึงแม้ว่าผู้นำกัมเองยังมีความลังเลในตอนแรก แต่สุดท้ายก็ยังหลงเชื่อในคำสัญญาของอินโดนีเซียอยู่ดี

เราเชื่อว่าสันติภาพนั้นคือแนวทางที่ถูกต้อง แต่ที่ถูกต้องยิ่งกว่าก็คือควรที่จะให้มีความแน่นอนชัดเจนของข้อตกลงที่ได้มีการตกลงร่วมกันและจะถูกดำเนินการอย่างจริงจัง

เราเคารพในยูโซฟ คัลลา ที่เป็นผู้ริเริ่มกระบวนการสันติภาพในอาเจะห์ แต่ในสายตาของผมแล้ว ยูโซฟ คัลลา คือผู้ที่คอยโปรยความคาดหวังลมๆ แล้งๆ ที่กลุ่มปัญญาชนอาเจะห์ได้ขนานนามในวันนี้ ประโยคของยูโซฟ คัลลา ที่ผมยังคงฝังใจในก็คือ “สิ่งสำคัญเรามาลงนามกันก่อน ส่วนเรื่องอื่นๆ เราค่อยมาว่าทีหลัง” (yang penting, bikin mereka teken dulu, urusan nanti belakangan.)

ที่มา http://www.lintasatjeh.com/2014/08/peneliti-asal-as-sebut-aceh-terlalu.html?m=1