หน้าแรก ข่าวต่างประเทศ

ไว้อาลัยแด่ เจ๊ะฆูอารีฟ นักภาษาศาสตร์และวัฒนธรรมมลายูผู้ยิ่งใหญ่

Pendeta Dr Haji Muhammad Ariff Ahmad. (Gambar: Laman ifonlysingaporeans.blogspot.sg)

“ชีวิตคือมหาวิทยาลัยของฉัน การอ่านหนังสือและการศึกษาคือภารกิจของฉัน”

นี่คือประโยคคำพูดของนักภาษาศาสตร์ ดร.ฮัจยี มูฮัมหมัด อารีฟ อะฮ์หมัด หรือที่รู้จักกันในชื่อ เจ๊ะฆู อารีฟ เป็นบุคคลด้านภาษาศาสตร์และวัฒนธรรมของโลกมลายูผู้ยิ่งใหญ่อีกท่านหนึ่ง ที่ได้เสียชีวิตลงเมื่อช่วงเช้าวันนี้ (23 มีนาคม) อันเนื่องมาจากสภาวะหัวใจล้มเหลว หลังจากได้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเป็นเวลาหกวัน

ผลงานของท่านที่มีต่อสังคมมลายูมีอยู่มากมาย เพราะความเป็นจริงมันมีมากเกินกว่าที่จะนำมากล่าวในที่นี้ได้ แต่ที่แน่ๆ ก็คือ นอกเหนือจากงานในด้านภาษาและวัฒนธรรมแล้ว ดร.อารีฟ ยังได้มีส่วนสำคัญอย่างใหญ่หลวงในด้านศาสนาและสังคมท้องถิ่นในชีวิตประจำวันอีกด้วย

“ผมเรียนค่อนข้างที่จะสายไป ก็คือย่างอายุเกือบ 9 ปี ผมจึงได้เข้าโรงเรียน เพราะเมื่อก่อนไม่มีการบังคับ สิ่งที่ผมอ่านก็คือคัมภีร์อัลกุรอาน คุณพ่อของผมจะเป็นคนชอบอ่านหนังสือนิตยสารมลายูอักษรยาวี ฉบับเดือนละครั้ง แต่ผมมักสนใจบทกลอน (ปันตนมลายู) มากกว่า และที่โรงเรียนคุณครูมักจะให้ผมออกมาเล่านิทานหน้าชั้นเรียนอยู่เสมอ

“มีอยู่ครั้งหนึ่ง มีการจัดประกวดเขียนเรื่องสั้น ส่วนผมไม่รู้ว่าผมจะเขียนอะไรดีภายในเวลาครึ่งชั่วโมง ช่วงนั้นยังอยู่ชั้นประถมสามยังจำได้ดี อยู่ๆ ฉันพลันนึกถึงเรื่องมะจือนิน(Mat Jenin) แต่เรื่องมะจือนินนั้นกลายมาเป็นเรื่องมะจามิน(Mat Jamin) ซะงั้น เจ๊ะฆูอารีฟเล่า

cikgu-ariff-photo-a-data

แนวคิดของนักภาษาศาสตร์ดร.อารีฟ อะฮ์หมัด

ดร.มูฮัมหมัด อารีฟ อะฮ์หมัด มีความสนใจในโลกของการเขียนมาตั้งแต่วัยเด็ก เขาสามารถจารึกชื่อของเขาผ่านสามสาขาหลักด้วยกัน นั่นก็คือ ด้านการเขียน ด้านแนวคิด และด้านผลงานของท่านที่ได้อุทิศตนมาอย่างต่อเนื่อง เสมือนเป็นแสงไฟที่คอยส่องสว่างให้กับสังคมที่กำลังมืดบอด

“หลักการของเราก็คือการรักษา การเผยแพร่ด้วยภาษาและวรรณกรรมมลายู เมื่อเอยคำว่าภาษาและวรรณกรรม มันจะครอบคลุมไปถึงวัฒนธรรมมลายูโดยปริยาย และวัฒนธรรมนั้นถูกกำเนิดมาจากภาษาและวรรณกรรม เรารู้จะวัฒนธรรมพื้นเมืองมลายูที่สวยงามได้อย่างไร ที่เก่าแก่ ที่บริสุทธิ์ ก็เมื่อเราได้อ่านวรรณกรรมคลาสิค เราสามารถทำการเปรียบเทียบสิ่งนั้นกับชีวิตของเราตอนนี้ได้

“วิถีชีวิตของคนเราตอนนี้มีการเปลี่ยนแปลงเช่นไร ซึ่งความเปลี่ยนแปลงย่อมไม่พ้นกับปัจจัยทั้งสาม คือ การใช้ สถานที่ และกาลเวลา หรือ สถานที่ กาลเวลา และการใช้ ดังนั้นทั้งสามอย่างนี้มีความเหมือนกัน แล้วรูปแบบของวัฒนธรรมนั้นจะเหมือนกัน ดังนั้นเราจำเป็นต้องยอมรับในสิ่งใหม่ ที่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน สิ่งที่มีชีวิตนั้นหมายความว่า สิ่งที่ไม่นิ่งแข็ง มันจะต้องมีการเปลี่ยนแปลง ปรับปรุงไปในทางที่ดีขึ้น เป็นสิ่งที่ดีงาม ให้คุณประโยชน์แก่ชนรุ่นหลังในภายภาคหน้า”

cikgu-ariff-c-data

จงเดินต่อไป… อย่าหยุดแค่กลางทาง

เจ๊ะฆูอารีฟ เกิดเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 1924 เชื้อสายสิงคโปร์คนนี้ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นปราชญ์(PENDETA) นั่นก็คือบุคคลที่มีความรู้ในด้านภาษา ประเพณี และวัฒนธรรมมลายู ภายหลังจากปราชญ์ซะอฺบาของสิงคโปร์

การจากไปของ ฮัจยี มูฮัมหมัด อารีฟ อะฮ์หมัด ในครั้งนี้ยากที่จะหาคนมาทดแทนได้ มาเปิดดูผ่านบทกวีที่เขาได้เขียนเมื่อพฤษภาคม 1949 ที่ชื่อว่า “ถนน”

“ถนน ถนน และถนน อย่าหยุดแค่กลางทาง มองไม่เห็นปลายทาง หวนไปมองต้นทาง จงเดินต่อไปเถิดจนกว่าจะไม่สามารถเดินต่อไปได้อีก นั่นคือปรัชญาของมัน พูดเกี่ยวกับถนน แต่หน้าที่ของผมคือการเขียน ฉะนั้นผมลองเขียน อะไรก็ตามตอนที่สุขภาพผมกำลังดี เมื่อผมมีเวลาพอ ผมเขียนในสิ่งที่ผมคิด ที่อยู่บนพื้นฐานเพื่อสังคม ผมมาจากสังคม และยังสังคมผมจะหวนกลับ”

“ความคิดของผม ผมมอบให้กับสังคม เพื่อให้สังคมชั่งน้ำหนัก ให้สังคมคิด ให้สังคมทำ หากว่าได้ทำ หากไม่แล้ว คงต้องคิดอีก”

นอกจากนี้เขายังเป็นที่รู้จักกันโดยนามปากกาของเขาหลากหลายชื่อ ไม่ว่าจะเป็น Mas ซึ่งชื่อดังกล่าวเขาได้ใช้มาตั้งแต่ปี 1948 ขณะกำลังศึกษาอยู่ที่วิทยาลัย

เขาเริ่มใช้ชื่อตอนแรกเพื่อเป็นเครื่องหมายแสดงความเป็นเจ้าของของเขา ในช่วงที่กำลังเรียนในวิทยาลัยตันหยงมาลิม เพื่อป้องกันการสูญหายไปจากสายตา นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาหัวใจของเขาก็เลือกที่จะใช้ชื่อดังกล่าวมาเป็นนามปากกาของเขา

cikgu-ariff-b-data

ผลงานของนักวรรณกรรมเจ๊ะฆูอารีฟ

ในฐานะเป็นนักเขียน เจ๊ะฆูอารีฟได้เขียนหนังสือมาแล้วจำนวน 50 เล่ม รวมทั้งหนังสือสอนภาษาในโรงเรียน นวนิยาย เรื่องสั้น บทความ บทกวี การแสดงละครเวทีทางวิทยุ ในช่วงยุคล่าอาณานิคมของญี่ปุ่น

นอกจากนี้เขายังได้รับยกย่องจากสังคม ได้รับรางวัลเกียรติยศมากมาย รวมทั้งการได้รับมอบดุษฎีบัณฑิตจากวิทยาลัยของเขา ซึ่งตอนนี้เป็นที่รู้จักกันในชื่อของมหาวิทยาลัยสุลต่านอิดรีส (Universiti Pendidikan Sultan Idris)

เขาแต่งงานเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 1953 กับเจ๊ะฆูซารีนา ฮัจยี ฮานีฟ และมีลูกด้วยกันสี่คนและหลานอีกหกคน

การต่อสู้ที่แท้จริงตลอดชีวิต

ถึงแม้ว่าจะอยู่ในวัยชราและล้มป่วย เจ๊ะฆู อารีฟ ยังคงเขียนเพื่อสังคมต่อไป และยังคงไปร่วมงานในเวทีต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับภาษาและวรรณกรรม ในฐานะที่เป็นสัญลักษณ์ของภาษา มรดกแห่งวัฒนธรรม

เขายังกล่าวเสริมที่เต็มไปด้วยปรัชญาด้วยว่า “ในชีวิตนี้มีเพียงสองครั้งเท่านั้นที่ผู้คนจะชื่นชอบเรา คือตอนที่เป็นทารก และตอนที่เป็นผู้ใหญ่เมื่อเราสามารถประสบความสำเร็จ เสือตายเหลือไว้ลาย ช้างตายเหลือไว้งา คนตายเหลือแค่ชื่อ”

cikgu-ariff-d-data

เป็นหนึ่งผู้บุกเบิกที่ยิ่งใหญ่

แต่ที่แน่ๆ ชาวสิงคโปร์ ตลอดจนโลกมลายูโดยรวม วันนี้ได้สิ้นบุคคลทางภาษาและวัฒนธรรม ที่เคยหยอกล้อตลกและเป็นที่ชื่นชอบของผู้คนอีกคน

การจากไปของเขาในวันนี้ คือวันที่ 23 มีนาคม ตรงกับวันเฉลิมฉลองครบรอบของการจากไปของบิดา​​สิงคโปร์สมัยใหม่นายลี กวน ยู พอดี

บุคคลทั้งสองเปรียบเสมือนเป็นผู้บุกเบิกที่ยิ่งใหญ่ของสังคม(สิงคโปร์) ผู้ยิ่งใหญ่ที่เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของสังคม ผู้ยิ่งใหญ่ที่มากด้วยคุณูปการต่อสังคมอย่างใหญ่หลวง

การจากไปของเจ๊ะฆู อารีฟ ไม่อาจมีใคมาทดแทนได้ บุคคลผู้ยิ่งใหญ่ ในวัยที่ 91 คุณูปการของท่านจะถูกจดจำอยู่เสมอ เจะฆู อารีฟ ท่านจะได้รับการจดจำและคิดถึงตลอดไป

 

แปลจาก http://berita.mediacorp.sg/mobilem/singapore/belasungkawa-cikgu-ariff/2628856.html