หน้าแรก ข่าวต่างประเทศ

ทึ่ง! ค้นพบ “กริช” ประจำตัวของ “ฮังตูวะฮ์” ในดินแดนอาทิตย์อุทัย

สองนักวิชาการภาควิชาภาษามลายูของมหาวิทยาลัยปุตาราจายา (UPM) ได้เปิดเผยข้อมูลการวิจัยล่าสุดเกี่ยวกับแม่ทัพผู้ลือนามแห่งโลกมลายู ที่ชื่อ ฮังตูวะฮ์ ว่าครั้งหนึ่งฮังตูวะฮ์เคยพบกับลีโอนาร์โด ดาวินชี จิตรกรและนักวิทยาศาสตร์ก้องโลก เจ้าของภาพเขียนโมนาลิซ่า

มีการค้นพบกริชประจำตัวของฮังตูวะฮ์ แม่ทัพแห่งมะละกาที่ประเทศญี่ปุ่น ที่เชื่อกันว่าเป็นสัญลักษณ์ของการเชื่อมความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างรัฐมะละกากับเมืองเรียว (Ryukyu) และอาจมีการนำกลับมายังประเทศมาเลเซีย

กริชดังกล่าวถูกค้นพบโดยนักวิจัยทางประวิติศาสตร์ของญี่ปุ่น ก่อนที่จะถูกนำไปเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์ ซึ่งจะต้องทำการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมมากกว่านี้ เพื่อให้รู้ว่าแม่ทัพดังกล่าว มิใช่แค่ในตำนานแต่อย่างใด อาจารย์จากมหาวิทยาลัยปุตราจายาคนหนึ่งกล่าว

ดร.โรฮัยดะฮ์ กามารุดดีน ผู้ที่ทำวิจัยเกี่ยวกับแม่ทัพผู้ลือนามท่านนี้อย่างจริงจังกล่าวว่า “มันเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญเลยทีเดียว ที่บ่งชี้ว่าครั้งหนึ่ง ฮังตูวะฮ์ เคยเยือนประเทศญี่ปุ่น ในฐานะทูตแห่งรัฐมะละกา”

“ดิฉันอาจค้นคว้าร่วมกับนักวิจัยประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นเพิ่มเติม เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลเกี่ยวกับกริชดังกล่าว ที่ยังไม่ได้มีการเปิดเผยต่อสาธารณชน โดยเฉพาะในประเทศแห่งนี้ (มาเลเซีย)”

อาจารย์ประจำวิชาภาคภาษามลายูของมหาวิทยาลัยปุตราจายา เคยชี้ว่าแม่ทัพ ฮังตูวะฮ์ เคยพบกับ ลีโอนาโด ดา เวนซี่ ที่เป็นทั้งจิตกรและนักประวัติศาสตร์ผู้โด่งดังของอิตาลีในสมัยนั้น

ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้นักวิชาการท่านนี้ ได้เรียกร้องให้รัฐบาลมาเลเซียดำเนินการเพื่อนำปืนใหญ่ของฮังตูวะฮ์ที่กำลังเกยตื้นอยู่บนชายหาดกัว(goa) ของอินเดียกลับมา

ดร.โรฮัยดะฮ์ ได้ศึกษาวิจัยร่วมกับดร.ฮาชิม มูซา ที่ได้นำเสนอรายงานที่มีการค้นพบจดหมายของฮังตูวะฮ์ที่เขียนถึงองค์จักรพรรดิแห่งเรียวเมื่อช่วงศตวรรษที่ 15 ที่ถูกค้นพบในเอกสารที่เป็นทางการของ Rekidai Hoan

ผู้เชี่ยญชาญแผนกเดียวกันประจำคณะภาษาและการสื่อสารสมัยใหม่ของมหาวิทยาลัยปุตราจายากล่าวว่า จดหมายดังกล่าวเขียนด้วยลายมือฮังตูวะฮ์ ในนามสุลต่านแห่งมะละกา และสุลต่านอัลลาวดีน รียาตชาห์

ดร.โรฮัยดะฮ์ กล่าวอีกว่า นักวิจัยประวัติศาสตร์ของญีปุ่น ยังคงเก็บรักษากริชดังกล่าวในฐานะสิ่งประดิษฐ์ของเมืองเรียว และ ”ความพยายามที่จะนำสมบัติอันล้ำค่านี้กลับมา ยังอยู่ในขั้นตอนของการหารือ”

ทีมวิจัยเรื่องนี้มีกำหนดจะเดินทางไปยังกรุงอิสตันบูลของตุรกี เพื่อทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับบันทึกของแม่ทัพมลายูที่ยังเก็บรักษาไว้ในประเทศดังกล่าว

“ดิฉันเชื่อเหลือเกินว่า ไม่มีหน่วยงานใดโดยเฉพาะนักวิจัยประวัติศาสตร์ที่จะทำวิจัยเกี่ยวกับบทบันทึกดังกล่าว ถึงแม้ว่าจะปรากฏหลักฐานในพงศาวดารของฮังตูวะฮ์แล้วก็ตาม”

“บทบันทึกดังกล่าวได้กล่าวถึงฮังตูวะฮ์ในฐานะผู้แทนของสุลต่าน ที่ไปเยือนเมืองดังกล่าวในช่วงราชสมัยของอาณาจักรออตโตมัน นั่นก็คือ สมัยสุลต่านมูฮัมหมัด อัลฟาเตฮ”

“หนำซ้ำยังมีหลักฐานปรากฏที่ระบุว่า พระราชธิดาของสุลต่านมูฮัมหมัด อัลฟาเตฮ ได้อภิเษกสมรสกับสุลต่านอาเลาดีน เพื่อกระชับความสัมพันธ์ของรัฐทั้งสองให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น”

ก่อนหน้านี้มีรายงานว่า ดร.โรฮัยดะฮ์ได้ไปยังเมืองกัว เพื่อทำการสำรวจสิ่งประดิษฐ์ที่เป็นของมะละกาด้วยตนเอง ที่ทางโปรตุเกสได้นำกลับไป หลังจากได้รับชัยชนะในการสู้รบกับรัฐมลายู

“เชื่อว่ามีปืนใหญ่ไม่น้อยกว่า 10 กระบอกที่เป็นของสุลต่านแห่งเมืองมะละกา และเคยถูกใช้โดยฮังตูวะฮ์ ที่ถูกค้นพบที่เมืองโคบาและรามา ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองกัวระยะทางหนึ่งชั่วโมงของการเดินทาง”

“ปืนใหญ่ดังกล่าวมีสัญลักษณ์ของรวงข้าว ที่ทำด้วยเหล็กผสม ที่ใช้ในการปกป้องจากการโจมตีของศัตรู”

อนึ่ง เรื่องราวของฮังตูวะฮ์ที่เกี่ยวกับการเยือนถิ่นในแถบอินโดจีนมักปรากฏในเรื่องเล่า ซึ่งบ้างก็ว่าอาจเป็นเรื่องจริง หรือแค่ตำนานที่สร้างขึ้นมา เพื่อสร้างวาทกรรมและปลูกฝังชาตินิยมแห่งตระกูลชาติ

มีตำนวนว่า ฮังตูวะฮ์เอง เคยเยือนดินแดนปาตานีในช่วงอดีต ตามหลักฐานที่ปรากฏ ณ หมู่บ้านกรือเซะ ที่มีการค้นพบ บ่อน้ำฮังตูวะฮ์

 

ข้อมูล /ที่มา http://www.themalaymailonline.com/projekmmo/berita/article/keris-hang-tuah-ditemui-di-jepun-pensyarah-upm-mahu-bawa-balik