หน้าแรก บทความ

‘มูบารัด’ : คำรำพันกวีมลายู การอ่านคือชีวิตที่ผันเปลี่ยน

มูบารัด สาและ

หลายปีแล้วความเงียบสงบได้หายไป
ผ่านเลยเวลาเลื่อนลอยไม่ถึงจุดจบ
เลือดเนื้อแห่งชีวิตยังตรึงอยู่ในจิตสำนึก
ชีวิตดำรงบนเส้นทางลูกตะกั่วอันร้อนเร่า
ไม่มีวี่แววความสงบเงียบมาเยือนเพื่อสันติ
ฉันใดวิญญาณต้องแลกด้วยความไม่รู้
หรือชีวิตจบสิ้นด้วยด้ามปืนเพียงด้ามเดียว

เป็นอีกบทกวีบทหนึ่งที่ได้หยิบยกขึ้นมา ซึ่งได้พูดถึงเรื่องราวปัญหาสถานการณ์ความรุนแรงใน 3 จชต. ที่อยู่ในหนังสือ “ฉันมองดวงจันทร์ขึ้นในยามเช้า”เขียนโดย มูบารัด สาและ ชายหนุ่มมลายูจากนราธิวาส หนังสือเล่มนี้ชวนให้นึกถึงเด็กหนุ่มมลายูอีกหลายคนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่แห่งนี้ พวกเขากำลังทำอะไรกันอยู่ ขณะที่มูบารัดได้พบเจอกับจุดเปลี่ยนของชีวิตที่ทำให้รู้สึกว่าชีวิตมีความหมายมากขึ้น เมื่อเด็กหนุ่มคนนี้ได้ผันตัวเองมาเป็นนักเขียนบทกวีซึ่งถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิตในครั้งนี้ มีผลงานการเขียนหลังจากมีหนังสือรวมบทกวีออกมาถึงสองเล่ม นับจาก “ฉันมองดวงจันทร์ขึ้นในยามเช้า” และเล่มล่าสุด “เจ็บปวดจึงเป็นกวี”

จุดเริ่มต้นของบทกวี

มูบารัดเริ่มต้นเล่าถึงที่มาในการเขียนบทกวีเล่มแรก ซึ่งเดิมทีเขาไม่ใช่คนที่ชอบอ่านหนังสือเลย แต่ด้วยที่เพื่อนได้ยื่นหนังสือให้อ่านเล่นหนึ่ง “สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ามนุษย์” และด้วยที่มูบารัดเองก็เริ่มมาจากการที่เขาต้องต่อสู้กับโรคประจำตัว ที่เรียกว่า “โรคจิตเภท” ทำให้ได้ก่อเกิดบทกวีหลายชิ้นในงานเขียน ผ่านทุกข์ผ่านหนาวของความซึมเศร้า ถาโถมเข้ามาในชีวิตตลอดระยะเวลา 4 ปี

ช่วงแรกที่เกิดอาการโรคจิตเภทดังกล่าวนั้นเกิดขึ้นเมื่อมูบารัดได้ร่ำเรียนอยู่ในประเทศมาเลเซีย ช่วงชั้นปีที่หนึ่งของการศึกษา ณ Multimedia University ในเมือง Cyberjaya ของรัฐ Kuala Lumpur

ขณะกำลังศึกษาอยู่ในช่วงเทอมสองของปีที่หนึ่งได้จบลง ครอบครัวผู้เขียนก็ได้พาตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ ทำให้ต้องย้ายการศึกษามาต่อที่ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ระหว่างที่เรียน มูบารัดเองเริ่มอ่านหนังสือวรรณกรรมและบทกวีเป็นเวลาต่อมา ทว่าเหตุการณ์ไม่คาดคิดก็ได้เกิดขึ้น เมื่อผู้เขียนได้ลองหยุดยาด้วยตัวเอง เพราะคิดว่าโรคจิตเภทได้หายขาดไปแล้ว แต่มันไม่ได้เป็นอย่างที่คิด ผู้เขียนถูกหามส่งไปพักฟื้นที่โรงพยาบาลทันที โดยไม่มีกำหนดวันเวลาว่าอาการจะดีขึ้น และสถานที่แห่งนั้นเองเป็นจุดริเริ่มของการงานเขียนกวีนิพนธ์ได้เริ่มต้นขึ้น

ระยะเวลาที่มูบารัดได้พักฟื้นในห้องรักษาตัวจิตเวช ผู้เขียนได้พบปะผู้คนหลากหลายรูปแบบ ทั้งที่มีอาการทางจิตเวชอย่างผู้เขียนด้วย ซึ่งแต่ละคนก็มีโรคประจำตัวที่แตกต่างกันออกไป จึงทำให้ผู้เขียนได้พูดคุยสนทนากับพวกเขา ถึงสารทุกข์สุกดิบของแต่ละคนในห้องผู้ป่วยจิตเวช คำถามและคำตอบเปลี่ยนผันเป็นบทกวีหลายชิ้นงานในช่วงเวลานั้น บ้างก็ได้อ่านให้ผู้ป่วยคนอื่นๆ ฟังถึงความทุกข์เศร้า บ้างก็ได้แลกเปลี่ยนคราวที่หวนระลึกถึงชีวิตที่เคยหม่นหมองและความหวังในอนาคต

มูบารัดได้เล่าอีกว่า “ผมก็ไม่ได้ต่างอะไรไปจากพวกเขาเลย ที่ต้องการระบายความเศร้าโศกที่หนักอึ้งอยู่ในจิตใจ ผ่านงานเขียนร่ายเรียงเป็นบทกวีขึ้นมา ซึ่งบทกกวีเหล่านั้นไม่ใช่เพียงแค่บทกวีที่ถ่ายทอดออกมาจากปลายด้ามปากกาเท่านั้น หากแต่เป็นงานเขียนที่ขุดร่างออกมาในความเป็นธรรม” มูบารัดได้บอกเพิ่มเติมว่าการเขียนมันเปลี่ยนความคิดเราด้วย

บทกวีเล่มแรกของหนุ่มมลายู

บทกวีเล่มแรกฉันมองดวงจันทร์ขึ้นในยามเช้า ปกติคนเขาจะมองดวงจันทร์ในยามค่ำคืน จริงๆเรามีด้านมืดเสมอ เหรียญสองเหรียญที่เรายังไม่ได้มอง คนมีทั้งดีและเลว ผมมักจะมองคนอีกด้านหนึ่งของคน ด้านตรงข้ามของคน ผมก็เลยถ่ายทอดสิ่งที่มนุษย์ปิดบังความเลวร้ายของเขาอยู่ ตอนนั้นอยู่ที่บ้านเป็นช่วงเช้า ผมยืนอยู่ที่ระเบียง ผมก็เห็นพระจันทร์มันโผล่ขึ้นมา ผมก็ไม่รู้ว่ามันเป็นภาพหลอนหรือเปล่า ผมเลยมีแรงบันดาลใจ พอตั้งสติได้ผมก็เริ่มเอาคำนี้ที่เราเห็นในตอนเช้าวันนั้นมาเขียน การที่เป็นโรคจิตเภทเวลาเห็นภาพหลอนแบบนี้คนอื่นอาจจะคิดว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือคนสำคัญของโลก แต่ผมนำเอามาเป็นวัตถุดิบในการเขียน

มูบารัดเล่าว่าบทกวีเล่มแรกนั้น เนื้อหาพูดถึงเรื่องตัวเองเป็นส่วนใหญ่ เพราะเป็นช่วงเวลาที่ได้อยู่กับตัวเองมากที่สุด ไม่สามารถเดินทางไปไหนได้ สืบเนื่องมาจากอาการป่วยและพักอาศัยอยู่ที่บ้านจังหวัดนราธิวาส เปิดร้านกาแฟเป็นของตัวเองโดยเขียนบทกวีไปด้วย ก่อนหน้าที่จะพิมพ์บทกวีเล่มแรกออกมานั้น มูบารัดเคยส่งบทกวีไปตีพิมพ์ตามนิตยสารรายสัปดาห์และมีผลงานที่ได้รับการตีพิมพ์ไม่ต่ำกว่าห้าชิ้น แม้ว่าจะเคยส่งต้นฉบับให้สำนักพิมพ์พิจารณา แต่สุดท้ายเขาตัดสินใจพิมพ์เอง

ความฝันและการเป็นนักเขียนของมูบารัด

“จริงๆผม ไม่มีความฝัน ความฝันสำหรับผมคือการใช้ชีวิตอย่างที่เราพอใจไม่ว่าจะเป็นครอบครัวหรือญาติพี่น้อง ถ้าพวกเขาเหล่านั้นต่างมีชีวิตที่ดี เราก็ดีใจ ส่วนถ้าเราพอใจกับริสกีที่มีอยู่แค่นี้ก็อัลฮัลดุลิลละฮฺแล้ว”

“แต่ถ้าพูดถึงความคาดหวังของผมถ้าในฐานะนักเขียน คงอยากให้มีผลงานการเขียนออกมาอยู่เรื่อยๆ ส่วนรางวัลซีไรต์หรืออะไรก็ตามแต่ ผมไม่ได้คาดหวังอะไรมากมาย แต่ถ้าสามารถคว้ามันได้ก็ดี ทั้งนี้การที่มีผู้คนรู้จักหรืออ่านงานของผมแล้ว ก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้วล่ะ”

บทบาทนักเขียนกับปัญหา 3 จชต. และประโยคแห่งแรงบันดาลใจ

ถ้าจะให้พูดถึงบทบาทถึงความเป็นนักเขียนของผมแล้ว เรื่องของ3 จชต. มันขึ้นอยู่กับเราประชาชนทุกคนไม่ควรจะหยุดนิ่งต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งตัวผมเองตัวคนเดียวก็ไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงความสวยงามของพื้นที่ 3 จชต. ให้ดีขึ้นเหมือนเดิมไม่ได้ นอกเสียจากทุกฝ่ายจะร่วมมือกันช่วยเหลือในการแก้ปัญหา ไม่ใช่นิ่งเฉยให้ใครคนหนึ่งลุกขึ้นก่อนซึ่งสำหรับนักเขียนอย่างผม อาวุธที่ร้ายแรงกว่าปากกาของผมหรืออาวุธที่มือเราถือ แม้กระทั่งการใช้การศึกษานั้น ก็คือการช่วยขอดุอาร์ต่อพระองค์อัลลอฮฺ(ซ.บ.) และคำแห่งแรงบันดาลใจที่ว่า “คุณอ่านหนังสือมาทั่วทุกมุมโลก แต่ไม่เคยแม้จะได้อ่านสักคำเดียวของพระเจ้า” เป็นอีกหนึ่งประโยคแรงบันดาลใจที่ทำให้ผมได้มาตรงจุดๆนี้ มูบารัดทิ้งท้าย