หน้าแรก ข่าวต่างประเทศ

มาเลย์ชงในที่ประชุมสหประชาชาติในการต่อต้านกลุ่มแนวคิดสุดโต่ง

รองนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ดาโต๊ะ ศรี ดร.ฮัฮหมัด ซาฮีด ฮามีดี ในขณะกำลังเตรียมข้อมูลก่อนการนำเสนอต่อที่ประชุมใหญ่สมัชชแห่งสหประชาชาติครั้งที่ 71 ที่ตำสำนักงานสหประชาชาติ ที่มีรัฐมนตรีต่างประเทศมาเลเซีย ศรี อานีฟะฮ์ อามาน (ซ้าย)เดินทางเข้าร่วมด้วย ภาพ BERNAMA

มาเลเซียได้เน้นย้ำให้กับประชาคมโลกให้ได้รับรู้ถึง ทั้งนี้มาเลเซียได้กล่าวว่าความพยายามในการต่อต้านความรุนแรงไม่อาจที่จะเอาชนะด้วยความรุนแรงได้เช่นกัน แต่จะต้องมีความพยายามในการมุ่งเน้นในการสร้างเครื่อข่ายระดับสังคมมหภาคในการที่จะควบคุมแนวคิดที่มีความสุดโต่งดังกล่าว

รองนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ได้หยิบยกประเด็นดังกล่าว เข้าที่ประชุมสุดยอดผู้นำแห่งสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติครั้งที่ 71 ที่ผ่านมา รองนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ดาโต๊ะ ศรี ดร.ฮัฮหมัด ซาฮีด ฮามีดี ได้เน้นย้ำว่า ปัญหาแนวคิดที่มีความรุนแรง ที่เกิดจากปัญหามุมมองและอุดมการณ์ ที่สามารถแพร่ขยายไปยังสังคมต่างๆ ด้วยการโฆษณาชวนเชื่อ เพื่อการดึงมวลชนให้เข้าไปสนับสนุนกลุ่มดังกล่าว

และเพื่อให้เป้าหมายเหล่านี้ประสบความสำเร็จ ประเทศต่างๆ จักต้องคิดค้นความพยายามครั้งใหม่ด้วยความพยายามที่ต้องมีความต่อเนื่องและยั่งยืน ด้วยการยกระดับในรูปแบบเครื่อข่ายผ่านการร่างตัวบทกฏหมายภายในประเทศต่างๆ ในการต่อต้านความรุนแรงที่ครอบคลุมทุกๆ สังคม

ในการนี้ การปฏิสัมพันธ์จำเป็นที่จะต้องยกรัะดับด้วยเช่นเดียวกัน ด้วยการเอาชนะความรู้สึก ความคิดของบรรดาผู้นำศาสนา ผู้นำสตรี และผู้นำเยาวชน

“เรา(ประชาคมโลก) จำเป็นที่จะต้องเสริมสร้างเครื่อข่ายให้เกิดขึ้นทุกรัะดับชั้นของสังคมอย่างทั่วถึง ที่สามารถส่งเสริมสนับสนุนในการตอบโต้กับข้อความที่อาจส่อไปในทิศทางดังกล่าวนี้(การใช้ความรุนแรง) โดยอาศัยความพยายามของแต่ละชุมชน สังคม ในกลุ่มศิลปและสื่อ กลุ่มกีฬาและวัฒนธรรม”

“จนถึงตอนนี้เรากำลังคลำหาอะไรคือสาเหตุที่แท้จริงของความรุนแรงที่เกิดขึ้น ซึ่งมีหลายฝ่ายได้ออกมาให้ความเห็นว่ามีสาเหตุมาจากความยากจนแร้นแค้น การที่ถูกปล่อยทิ้งโดยไม่เหลียวแล และเกิดจากการถูกกดขี่ และอีกหลายๆ ปัจจัย”

“ด้วยเหตุนี้ทางรัฐบาลมาเลเซียจึงขอเรียกร้องในเรื่องนี้ เพื่อให้มีมาตรการในระดับสากลที่มีประสิทธิภาพและมีพลังในการต่อสู้กับการต่อต้านการใช้ความรุนแรง ซึ่งจะต้องให้สังคมโลกเป็นปึกแผ่นอันหนึ่งอันเดียวเท่านั้น จึงจะสามารถเอาชนะความรุนแรงได้” เขากล่าว

รองนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ได้กล่าวอีกว่าสำหรับการรับมือและการปราบปรามความรุนแรงนั้น ทางรัฐบาลมาเลเซียได้ดำเนินการโครงการสำหรับการเปลี่ยนแนวคิดเป็นรายบุคคลสำหรับผู้ที่มีแนวคิดสุดโต่ง

“โครงการเหล่านี้จะครอบคลุมทั่วทั้งวิธีการปฏิบัติและการดำเนินโครงการ ไม่ว่าจะเป็นในรูปของการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม เพือง่ายต่อการที่จะบูรณการกับบุคคลเหล่านี้ในการกลับไปใช้ชีวิตในสังคมอีกครั้ง”

“มาตรการดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่ง ที่จะป้องกันเพื่อไม่ให้พวกเขาหล่านั้น จะกลับไปกระทำผิดอีกครั้ง ซึ่งความสำเร็จของเราที่ดำเนินการโครงการในลักษณะนี้เป็นท่าพอใจอยู่ที่ 97.5 เปอร์เซ็นต์ และเราพร้อมที่จะถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์กับชาติต่างๆ ที่มีความสนใจ” เขาเสริม

ในถ้อยแถลงดังกล่าวทางรองนายกรัฐมนตรีมาเลเซียยังได้มีการแลกเปลี่ยนความสำเร็จและประสบการณ์ของมาเลเซีย ในการตั้งเป้าหมายในวิสัยทัศน์ในปี 2030 ในการเสริมสร้างสหประชาชาติให้มีความแข็งแกร่งมากขึ้น

“สำหรับนักศึกษาหญิงของเรา ที่ได้ผ่านหลักสูตรการศึกษาการในระบบอาชีวศึกษา จะมีส่วนร่วมในความร่วมมือระหว่างสถาบันกับสถาบันความเชี่ยวชาญของเยาวชนแห่งชาติในด้านต่างๆ ได้ ซึ่งโอกาสในการไปหางานมนต่าวประเทศมีมากขึ้นที่มีมากถึง 90 เปอร์เซ้นต์”

“เช่นเดียวกับการก่อตั้งศูนย.นวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์แห่งมาเลเซีย ซึ่งถือเป็นหนึ่งในความพยายามที่ได้เริ่มขึ้นในปี 2014 สำหรับการส่งเสริมในด้านอุตสาหกรรมของประเทศในอนาคต”

“ในด้านยุทธศาสตร์มหาสมุทรสีครามแห่งชาติ ยังถือเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ที่ทุกฝ่ายต่างให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ทั้งระดับรัฐมนตรีและหน่วยงานต่างๆ จากหน่วยงานตำรวจและทหาร กลุ่มสตรี เยาวชน และสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษา ที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี และได้ดำเนินการโครงการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานรัฐและเอกชน” เขากล่าว

รองนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ยังได้เน้นย้ำจุดยืนของมาเลเซียอีกครั้ง ในเรื่องการต่อต้านการเข้าไปตั้งถิ่นฐานอย่างผิดกฏหมายของอิสราเอลบนดินแดนปาเลสไตน์ พร้อมกันนี้รองนายกรัฐมนตรีมาเลเซียยังได้เรียกร้องไปยังเลขาธิการสหประชาชาติ ในการแก้ไขปัญหาผู้อพยพในการส่งไปยังประเทศที่สามต่อไป

“มาเลเซียถือเป็นประเทศหนึ่งที่เป็นสมาชิกของสหประชาชาติ ยังได้กล่าวขอบคุณอย่างสุดซึ้งต่อท่านบัน ตี มูน เลขาธิการสหประชาชาติ (ที่จะเกษียณในเดือนธันวาคมที่จะถึงนี้) ภายใต้การนำของท่านในการบริหารหน่วยงานระดับสากลนับตั้งแต่ปี 2007 เป็นต้นมา” เขากล่าว

ที่มา http://www.utusan.com.my/berita/nasional/bendung-aliran-pemikiran-ekstremis-1.386873