หน้าแรก รายงาน

อนุมัติงบ 6 พันล้าน รับซื้อยางแผ่นรมควัน-น้ำยางสด แก้ปัญหาราคาตกต่ำ

ชาวใต้มาถึงวันนี้แม้มีความยาก ลำบากกับราคายางพาราจะตกต่ำ แต่ราคาปาล์มยังช่วยพยุงรายได้เอาไว้ที่ยังราคาอยู่กว่า 5 บาทต่อกิโลกรัม แต่เหมือนกับว่าการที่คณะรัฐมนตรี(ครม.)อนุมัติงบประมาณ 6 พันล้านบาทรับซื้อยางแผ่นรมควัน-น้ำยางสด แก้ปัญหาราคาตกต่ำวานนี้ (18 ก.พ.) ทำให้เกษตรกรใจชื้นขึ้นมาอีกครั้ง

ล่าสุดนายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา รมว.เกษตรและสหกรณ์ เผยที่ประชุมคณะรัฐมนตรีว่าการอนุมัติให้องค์การสวนยาง(อ.ส.ย.) กู้เงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) วงเงิน 6 พันล้านบาท เพื่อใช้ในโครงการมูลภัณฑ์กันชนรักษาเสถียรภาพราคายางพาราในการซื้อยางเพิ่ม เติม โดยแยกเป็นการรับซื้อยางแผ่นรมควันจำนวน 4 พันล้านบาท และน้ำยางสดอีก 2 พันล้านบาท ซึ่งวันที่19 ก.พ. จะนำเรื่องเข้าหารือในที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ(กนย.) เพื่อพิจารณาในรายละเอียดต่อไป

ส่วนการแก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกร ซึ่งปัจจุบันมีเกษตรกรเข้าข่ายได้รับการช่วยเหลือ 26,742 ราย และองค์กรเกษตรกร 1,028 แห่ง โดยค้างชำระหนี้สินที่อยู่ภายใต้กองทุนในการกำกับดูแลของกระทรวงเกษตรฯ 9 กองทุน เป็นมูลหนี้รวม 4,556 ล้านบาทนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ได้มอบหมายให้กระทรวงเกษตรฯ ไปหารือในรายละเอียดกับกรมบัญชีกลางแล้วนำมารายงานต่อ ครม.ในสัปดาห์หน้า

เช่น เดียวกัน นายอำนวย ปะติเส รมช.เกษตรและสหกรณ์ เห็นว่าครม.ให้ความเห็นชอบให้ขยายระยะเวลาของโครงการรักษาเสถียรภาพยางพารา เพื่อให้สอดคล้องกับการได้รับเงินจากขายยางพาราและปิดโครงการ, อนุมัติเพิ่มวงเงินมูลภัณฑ์กันชนตามมติเดิมที่กระทรวงที่ขอไว้ 6,000 ล้านบาท

นับ จากนี้ไปจนถึงช่วงฤดูกาลปิดกรีดยาง จะมีจำนวนที่สามารถซื้อขายตามโครงการมูลภัณฑ์กันชนประมาณ 4,000 ล้านบาท เพื่อให้การปิดกรีดฤดูกาล 57/58 จบลงด้วยความเรียบร้อย และ อนุมัติวงเงิน 2,000 ล้านบาท ตามความต้องการของเกษตรกรที่เรียกร้องให้ซื้อน้ำยางสดและยางก้อนถ้วย โดยใช้โครงการมูลภัณฑ์กันชนเข้าไปซื้อยาง 2 ชนิด เพื่อพยุงราคาให้สูงขึ้น ส่วนหลักเกณฑ์ วิธีการเงื่อนไขให้คณะกรรมการนโยบายยางเป็นผู้กำหนด จากนั้นนำเสนอให้ ครม.ทราบต่อไป

ส่วน ข้อเรียกร้องของเกษตรกรที่ไม่อยากให้รัฐบาลนำเงิน 6,000 ล้านบาทไปรับซื้อยางพาราในตลาดกลาง เกรงว่าจะตกไปเป็นของนายทุนแทนที่จะถึงมือของเกษตรกรโดยตรงนั้น กระทรวงฯได้ตั้งคณะกรรมการสอบตลาดกลางแล้ว โดยมีทหาร และเจ้าหน้าที่ของกระทรวงมหาดไทยลงไปตรวจสอบ ยืนยันว่าจะไม่ตกไปอยู่ที่นายทุนแน่นอน เพราะรับซื้อยางมาได้ 1.1 แสนตัน และจะซื้ออีกประมาณ 1.3-1.4 แสนตัน ซึ่งยางจำนวนนี้ยังน้อยกว่าจำนวนยางที่ขายออกไปแล้ว

เมื่อ ซื้อมาก็จะส่งมอบไป เงินก็ไม่หยุดชะงัก มีคำถามว่าที่ผ่านมาทำไมไม่ขายออกไป เป็นเพราะมติ ครม.ระบุว่าการจะขายยางขอให้สำรวจให้รอบคอบ อย่าให้กระทบกระเทือนถึงยางภายในประเทศ หากเราซื้อแล้วขายทันที จะทำให้ยางล้นในตลาด และจะเผชิญกับปัญหาราคายางเช่นเดิม

ดัง นั้นเมื่อปิดกรีดยางก็จะไม่มียางแล้ว ซึ่งจะปิดกรีดได้ประมาณวันที่ 28 ก.พ.นี้ จากนั้นอีก 2 เดือน จะไม่มีการกรีดยางแล้ว ซึ่งจะมาหารือกับผู้ที่เกี่ยวข้องว่ามีอะไรต้องแก้ไขปรับปรุงหรือไม่

“ส่วนกรณีที่กลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางภาคใต้ เรียกร้องให้ลาออก เนื่องจากแก้ปัญหาราคายางไม่ได้ ยืนยันว่าจะทำงานตามหน้าที่”

สำหรับราคายางมีข้อมูลที่น่าสนใจ ดังนี้

1. สรุปภาวการณ์ผลิต การตลาดและราคาภายในประเทศ

ราคา ยางพารายางแผ่นดิบมีทิศทางปรับตัวเพิ่มขึ้น อาจเนื่องมาจากการเข้ารับซื้อยางขององค์การ สวนยางในโครงการสร้างมูลภัณฑ์กันชนรักษาเสถียรภาพราคายาง (Buffer Funds) และมาตรการกระตุ้นการใช้ยางในประเทศให้เพิ่มขึ้น ประกอบกับผู้ประกอบการบางรายยังมีความต้องการซื้อเนื่องจากอุปทานยางจะออก สู่ตลาดลดลงเพราะอยู่ในช่วงฤดูยางผลัดใบ

ราคาที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ยทั้งประเทศ

1. ยางแผ่นดิบคุณภาพที่ 1 ราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 47.29 บาท เพิ่มขึ้นจาก 46.11 บาท ของสัปดาห์ที่แล้วกิโลกรัมละ 1.18 บาท หรือร้อยละ 2.56

2. ยางแผ่นดิบคุณภาพที่ 2 ราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 46.79 บาท เพิ่มขึ้นจาก 45.61 บาท ของสัปดาห์ที่แล้วกิโลกรัมละ 1.18 บาท หรือร้อยละ 2.59

3. ยางแผ่นดิบคุณภาพที่ 3 ราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 46.29 บาท เพิ่มขึ้นจาก 45.11 บาท ของสัปดาห์ที่แล้วกิโลกรัมละ 1.18 บาท หรือร้อยละ 2.62

4. ยางก้อนคละ ราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 21.82 บาท เพิ่มขึ้นจาก 21.47 บาท ของสัปดาห์ที่แล้วกิโลกรัมละ 0.35 บาท หรือร้อยละ 1.63

5. เศษยางคละ ราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 18.75 บาท เพิ่มขึ้นจาก 18.41 บาท ของสัปดาห์ที่แล้ว กิโลกรัมละ 0.33 บาท หรือร้อยละ 1.79

6. น้ำยางสดคละ ราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 39.11 บาท เพิ่มขึ้นจาก 35.89 บาท ของสัปดาห์ที่แล้วกิโลกรัมละ 3.22 บาท หรือร้อยละ 8.97

ในสัปดาห์นี้ไม่มีรายงานราคายางแผ่นดิบคุณภาพที่ 4 , ยางแผ่นดิบคุณภาพที่ 5 และ ยางแผ่นดิบคละ

ราคาส่งออก เอฟ.โอ.บี. ซื้อขายล่วงหน้าส่งมอบเดือนมีนาคม 2558

ณ ท่าเรือกรุงเทพ

1. ยางแผ่นรมควันชั้น 1 ราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 60.94 บาท เพิ่มขึ้นจาก 58.32 บาท ของสัปดาห์ ที่แล้วกิโลกรัมละ 2.62 บาทหรือร้อยละ 4.49

2. ยางแผ่นรมควันชั้น 3 ราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 59.79 บาท เพิ่มขึ้นจาก 57.17 บาท ของสัปดาห์ที่แล้วกิโลกรัมละ 2.62 บาทหรือร้อยละ 4.58

3. น้ำยางข้น ราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 35.74 บาท เพิ่มขึ้นจาก 35.00 บาท ของสัปดาห์ที่แล้วกิโลกรัมละ 0.74 บาท หรือร้อยละ 2.11

ณ ท่าเรือสงขลา

1. ยางแผ่นรมควันชั้น 1 ราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 60.69 บาท เพิ่มขึ้นจาก 58.07 บาท ของสัปดาห์ที่แล้วกิโลกรัมละ 2.62 บาท หรือร้อยละ 4.51

2. ยางแผ่นรมควันชั้น 3 ราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 59.54 บาท เพิ่มขึ้นจาก 56.92 บาท ของสัปดาห์ที่แล้วกิโลกรัมละ 2.62 บาท หรือร้อยละ 4.60

3. น้ำยางข้น ราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 35.49 บาท เพิ่มขึ้นจาก 34.75 บาท ของสัปดาห์ที่แล้วกิโลกรัมละ 0.74 บาท หรือร้อยละ 2.13

2. สรุปภาวการณ์ผลิตการตลาดและราคาในตลาดต่างประเทศ

ราคา ยางพาราซื้อขายล่วงหน้า ณ เดือนมีนาคม ตลาดล่วงหน้าสิงคโปร์และตลาดล่วงหน้าโตเกียว มีทิศทางปรับตัวเพิ่มขึ้น อาจเนื่องมาจากความกังวลของผลผลิตยางที่ออกสู่ตลาดน้อยลงเพราะประเทศผู้ผลิต เข้าสู่ฤดูยางผลัดใบ และนักลงทุนมีความเชื่อมั่นว่ากรีซจะสามารถบรรลุข้อตกลงการประนอมหนี้ได้

ราคาต่างประเทศซื้อขายล่วงหน้าส่งมอบเดือนมีนาคม 2558

ยางแผ่นรมควันชั้น 3

ราคา ซื้อขายล่วงหน้าตลาดสิงคโปร์ เฉลี่ยกิโลกรัมละ 183.10 เซนต์สหรัฐฯ (59.31 บาท) เพิ่มขึ้นจาก 175.12 เซนต์สหรัฐฯ (56.69 บาท) ในสัปดาห์ที่แล้วกิโลกรัมละ 7.98 เซนต์สหรัฐฯ หรือร้อยละ 4.56

ราคา ซื้อขายล่วงหน้าตลาดโตเกียว เฉลี่ยกิโลกรัมละ 215.35 เยน (58.22 บาท) เพิ่มขึ้นจาก 206.12 เยน (56.48 บาท) ในสัปดาห์ที่แล้วกิโลกรัมละ 9.23 เยน หรือร้อยละ 4.48

ช่วง2เดือน จากนี้ไป ยางพาราเข้าสู่ฤดูการผลัดใบ ชาวสวนยางหยุดกรีดยาง จะดูกันว่าการที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติงบประมาณลงไปวงเงิน 6,000ล้านบาทนั้น จะทำให้ยางราคากระเตื้องมากขึ้นหรือไม่นั้น

คอย ติดตามกันว่า จะช่วยพยุงราคายางได้หรือไม่ แต่เชื่อว่าหากเศรษฐกิจทั่วโลกและในประเทศชะลอตัวลง ราคายางคงจะไม่ปรับเพิ่มขึ้นกว่าที่เป็นอยู่มากนัก