หน้าแรก รายงาน

เสียงโอดครวญชาวใต้ยางสดราคาดิ่ง บางรายหาอาชีพอื่นแทน

ปรากฏการณ์ชาวสวนยางที่กำลังเดือดร้อนอยู่ในขณะนี้จากราคายางพาราลดลงต่อเนื่อง ล่าสุดที่จุดรับซื้อน้ำยางสดในท้องถิ่น อยู่ที่กิโลรัม 37 บาท และบางพื้นที่อยู่ที่กิโลกรัมละ 35-36 บาท วิกฤติการณ์หากเป็นอย่างนี้ต่อไป จะทำให้เกษตรกรมีหนี้สินมากขึ้น เนื่องจากมีรายได้ไม่เพียงพอเลี้ยงครอบครัวและภาระหนี้สินต่างๆ

“ขณะนี้ชาวสวนยาง ต้องไปหยิบยืมเงินกู้นอกระบบมาใช้จ่ายแล้ว เพราะลำพังรายได้จากการกรีดยาง ขายน้ำยางนั้นไม่เพียงพอ ขณะที่ยังมีภาระหนี้สินที่จะต้องผ่อนชำระทุกเดือน และยังมีบางครอบครัวที่ได้ให้สามีหรือภรรยา คนใดคนหนึ่งหยุดกรีดยางไปเลย เพื่อให้สมาชิกไปรับงานรับจ้าง เพื่อจะหารายได้มาช่วยเหลือครอบครัวในช่วงราคายางพาราตกต่ำ ความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นในขณะนี้ อยากให้รัฐบาลเข้ามาช่วยเหลือในเรื่องนี้อย่างจริงจัง หากราคายางพาราอยู่ที่กิโลกรัมละ 60 บาท คิดว่าทุกคนน่าจะพออยู่พอกินได้บ้าง ไม่สาหัสเท่ากับขณะนี้ “นายกรกฎ ทองแกมแก้ว ชาวสวนยาง ในพื้นที่อ.หาดใหญ่ กล่าว

จะเห็นว่าราคายางพาราขณะนี้ตกต่ำมาก น้ำยางสดอยู่ที่กิโลกรัมละ 30 บาท และราคาปรับลดลงมาอย่างต่อเนื่อง ชาวสวนยางทุกคน ลำบาก เพราะรายได้ที่ลดลง ขณะที่ภาระหนี้สินที่แต่ละครัวเรือนยังมีอยู่ และกลายเป็นปัญหาว่าไม่สามารถนำเงินมาจ่ายชำระได้หนี้สินได้ บางรายต้องออกไปหางานเสริมเพื่อนำรายได้มาจุนเจือครอบครัว บางรายก็ต้องกู้เงินนอกระบบมา อยากให้รัฐบาลเข้ามาแก้ไขเรื่องราคายางพาราตกต่ำอย่างจริงจัง

เช่นเดียวกับ นางเอิบ สองเมืองหนู ชาวสวนยาง บ้านหัวควน อ.ปากพะยูน จ.พัทลุง ระบุว่า มีสวนยาง 20 ไร่ ขณะนี้หยุดกรีดยางมาหลายเดือนแล้ว ตั้งแต่ราคาน้ำยางสดลดลงมาต่ำกว่า 40 บาท เนื่องจากไม่คุ้มกับการกรีด และต้องการรักษาหน้ายางไว้ รอจนกว่าราคายางจะดีกว่านี้ จึงค่อยกลับกรีดใหม่ ซึ่งในช่วงที่หยุดการกรีดยางก็หันไปประกอบอาชีพค้าขายแทน

“ราคา50 บาทต่อกิโลกรัมยังพอรับได้ แต่นี้ราคาต่ำกว่า 40 บาท เหลือกิโลกรัม 35-36 บาท ถือว่าต่ำมาก ในขณะที่ราคาสินค้าเพิ่มขึ้นสวนทางกับรายได้ ของแพงทุกอย่าง ขายยาง 1 กิโลกรัม ซื้อปลายังไม่ได้ อยากให้รัฐบาลหาทางช่วยเหลือเพราะเดือดร้อนมากๆ”

ด้าน นายชยันต์ สังขไพฑูรย์ ประธานสภาเกษตกร จังหวัดสงขลา กล่าวว่า ราคาน้ำยางสดในขณะนี้ เป็นราคาที่เกษตรกรเดือดร้อนมาก เป็นราคาที่วิฤติ ซึ่งรัฐบาลควรจะออกมาตรการที่ช่วยเหลือเกษตรกรที่ตรงเป้า และได้ผลอย่างรวดเร็ว เพราะราคายางที่ตกต่ำมีกระทบระบบเศรษฐกิจของภาคใต้ทั้งหมด มาตรการที่ออกมาจะต้องได้ผลจริงๆ ส่วนที่ออกมาแล้วหลายๆมาตรการ ยังไม่ถึงมือชาวบ้านเท่าที่ควร ไม่มีผลในทางบวกกับตลาด ต้องเร่งมาตรการที่ใช้สำหรับในภาวะที่วิฤติ เพราะขณะนี้สถานการณ์ราคาถือว่าวิฤติ จำเป็นต้องใช้มาตรการที่เหมาะสมกับสถานการณ์

ชาวสวนยางแห่’รับทุน’โค่นยางหนีราคาร่วง

เมื่อเร็วๆนี้ นายประสิทธิ์ หมีดเส็น รองผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง(สกย.) ในฐานะรักษาการผู้อำนวยการ กล่าวว่าตั้งแต่เดือน ต.ค.-พ.ย.2557 ได้มีเกษตรกรยื่นคำขอรับทุนสงเคราะห์ปลูกทดแทนยางเก่าเข้ามาแล้วกว่า 9 หมื่นไร่ ซึ่งเกินเป้าหมายที่กำหนดไว้ 3 หมื่นไร่ต่อเดือน ทั้งนี้เป็นผลมาจากราคายางที่ตกต่ำต่อเนื่อง ทำให้เกษตรกรหันมายื่นขอรับทุนมากขึ้น โดยเกษตรกรที่ยื่นขอทุนมามากกว่า 9 หมื่นไร่นั้น ส.ก.ย. ไม่สามารถจะโค่นยางได้ทันในช่วงปีนี้เพราะเหลือเวลาไม่ถึง 2 เดือน

จากเป้าหมายการโค่นยางที่กำหนดไว้ปีละ 4 แสนไร่ คาดว่าจะสามารถดำเนินการได้เพียง 90% เนื่องจากเกษตรกรยื่นขอรับทุนในช่วงกลางปีน้อยมาก ส่วนหนึ่งเพราะเป็นช่วงปิดกรีด เกษตรกรจึงต้องการพักผ่อน แต่กลับมาเร่งช่วงปลายปี ดังนั้นเกษตรกรที่ไม่สามารถโค่นได้ทันปีนี้ ทางส.ก.ย.จะเลื่อนไปเป็นปี 2558

“ปีนี้เกษตรกรให้ความสนใจขอรับทุนเพิ่มขึ้น เพราะราคายางไม่ดี ปีที่ผ่านมากำหนดให้โค่น 3 แสนไร่ แต่ทำได้ไม่ตามเป้า ยางที่โค่นส่วนใหญ่อยู่ในเขตภาคใต้ มีอายุนานกว่าเมื่อเทียบกับอีสานที่เพิ่งปลูกในช่วงโครงการอีสานเขียว ประมาณปี 2533-2534 ปัจจุบัน ก็มีการขอรับทุนเพื่อโค่นยางเก่าบ้างแล้ว แต่มีไม่มาก อย่างที่จังหวัดศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ “นายประสิทธิ์ กล่าว

ทั้งนี้ผู้ขอรับทุนการโค่นยาง กรณีที่ต้องการปลูกยางต่อจะได้รับทุนไร่ละ 1.6 หมื่นบาท กรณีเปลี่ยนไปปลูกปาล์มน้ำมัน จะได้รับทุนไร่ละ 2.6 หมื่นบาท ที่ผ่านมาเกษตรกรส่วนใหญ่ต้องการปลูกยางทดแทน เนื่องจากเป็นพื้นที่ไม่เหมาะสมกับการปลูกปาล์ม การขอรับทุนเพื่อโค่นจำนวนมาก ประกอบกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ต้องการขยายเป้าหมาย โดยหวังว่าจะเป็นผลให้ราคายางปรับตัวสูงขึ้นในอนาคต

นายประสิทธิ์ กล่าวว่า ในส่วนของการบริหารงานสกย.ก็จะมีปัญหา เนื่องจากทุนที่จ่ายให้เกษตรกร เป็นรายได้จากการจัดเก็บค่าธรรมเนียมพิเศษการส่งออกยาง หรือ”เซส”ที่เก็บได้ปีละประมาณ 6,000 ล้านบาท แต่มีการนำมาใช้เพื่อสนับสนุนการโค่นยางถึงปีละกว่า 7,000 ล้านบาท โดยปีนี้คาดว่าจะใช้ไปทั้งสิ้น 4,448.8 ล้านบาท ส่วนปี 2558 จะเพิ่มเป็น 5,000 ล้านบาท ดังนั้นเงินที่มีอยู่ในกองทุนฯจะลดลงต่อเนื่อง จากปัจจุบันเหลือเป็นเงินที่ไม่ผูกพันอยู่ประมาณ 8,000-9,000 ล้านบาท ในอนาคต สกย.จะต้องขอรับการสนับสนุนจากรัฐบาลแน่นอน

นายทวีศักดิ์ คงแย้ม ประธานคณะทำงานขับเคลื่อนแนวทางแก้ไขปัญหายางพาราทั้งระบบของ วอร์รูม สกย. กล่าวว่า ที่ผ่านมา สกย.มีนโยบายส่งเสริมการโค่นยางเก่าหรือต้นยางที่ให้ผลผลิตต่ำทุกปี แต่สำหรับปีนี้ได้เพิ่มเป้าหมายการส่งเสริมการปลูกแทนเป็น 4 แสนไร่ ภายในเวลา 7 ปี ( 2558-2560) ดังนั้นแต่ละปีสามารถลดปริมาณผลผลิตยางในตลาดได้ปีละ101,600 ตัน ที่สำคัญจำนวนพื้นที่โค่นยางเก่า จะให้การส่งเสริมปลูกแทนด้วยยางพาราพันธุ์ดี ปีละ 3 แสนไร่

ทั้งนี้ หลังจากเปิดปีงบประมาณปี 2558 มีเจ้าของสวนยาง 6,866 ราย จากทั่วประเทศ ยื่นคำขอรับทุนสงเคราะห์ปลูกแทน คิดเป็นพื้นที่โค่นยางเก่า ประมาณ 79,164 ไร่ ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช ที่มีการยื่นรับคำขอมากที่สุด คาดว่าก่อนจะถึงฤดูกาลปลูกยางพารารอบใหม่ น่าจะมีเกษตรกรยื่นรับคำขอปลูกแทนใหม่ เกินกว่าเป้าหมายแน่นอน

เสียงเรียกร้องจากชาวใต้ถึงรัฐบาลคสช.ให้ออกมาแก้ยางพาราราคาตกต่ำอยู่ในขณะนี้ ก็ยังไม่เห็นมาตรการที่จะพยุงราคาให้ขยับขึ้นได้อย่างไร ท่ามกลางที่ชาวนสวนยางในภาคใต้นั้นราคายางเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่หล่อเลี้ยงชีวิต