หน้าแรก รายงาน

สต็อกยางพารากับปัญหาราคาในอนาคต

น่าติดตามอย่างยิ่งผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาต (กนย.) เมื่อวันที่ 19 กันยายนที่ผ่านมา เมื่อได้ข้อสรุปว่าแนวทางการพัฒนายางทั้งระบบมี 12 มาตรการ โดยมาตรการเร่งด่วน คือการบริหารจัดการสต็อกยางพารา มอบหมายให้องค์การส่งเสริมการทำสวนยางไปดำเนินการ ซึ่งโครงการที่จะเร่งรัด ประกอบด้วย การสนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนแก่สถาบันเกษตรกรที่จะไปรวบรวมยางวงเงิน 1 หมื่นล้านบาท มาตรการสนับสนุนสินเชื่อแก่สถาบันเกษตรกรเพื่อไปแปรรูปยางพารา และไปเพิ่มกำลังการผลิตในการแปรรูปให้มากขึ้น พร้อมสนับสนุนสินเชื่อเพื่อผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์ยางวงเงินสินเชื่อไม่เกิน 5 พันล้านบาท โดยธนาคารออมสินจะเป็นผู้ให้สินเชื่อ

ที่น่าสนใจ ก็คือข้อมูล เรื่อง”สต็อกยางพารา”ที่ยังค่อนข้างไม่ได้รับรู้ว่าปัญหาสต็อกยาง ที่กนย.ประชุมไปเป็นอย่างไร แม้ว่าภาพลักษณ์ที่รัฐบาลคสช.ออกมาแถลงนั้น ก็ยังไม่สามารถทำความกระจ่างชัดให้สังคมรับทราบได้ ถึงทิศทางอนาคตราคายางพาราได้

ลองกลับมาดูการรวบรวมข้อมูลได้ จะพบว่า ปริมาณสต็อกยางพาราโลกของแต่ละปีมีประมาณ 2.0 ล้านตัน คิดเป็น 2.1 เดือนของผลผลิตยางพาราโลก แต่ตั้งแต่ปี 2555 เป็นต้นมา “สต็อกยางพารา”เร่งตัวเหนือระดับ 2.0 ล้านตัน และเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2556 สต็อกยางพาราคิดเป็น 3 เดือนของผลผลิตยางพาราโลก ซึ่งสูงกว่าระดับปกติ

จึงเป็นประเด็นที่นักลงทุน และผู้ส่งออกยางทั่วโลกให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เพราะเป็นสิ่งที่สะท้อนถึงปริมาณผลผลิตส่วนเกินและเป็นปัจจัยสาคัญที่ทาให้ ราคายางพาราลดลง

จะเห็นว่า สต็อกยางพาราไทย ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2557 มีปริมาณสต็อกยางธรรมชาติและยางคอมพาวนด์ 5.2 แสนตัน สูงกว่าระดับสต็อกปกติ โดยสต็อกปกติอยู่ที่ประมาณ 2-3 แสนตัน อย่างไรก็ตามสต็อกได้ปรับเพิ่มเป็นระดับ 5 แสนตัน ตั้งแต่ปลายปี 2555

สต็อกยางพาราตลาดซื้อขายล่วงหน้า (Future Market) ซึ่งตลาดล่วงหน้าที่มีอิทธิพลต่อตลาดยางพาราโลกคือตลาดล่วงหน้าเซี่ยงไฮ้ (SHFE) และตลาดล่วงหน้าโตเกียว (TOCOM) โดยตลาด SHFE ณ สิ้นเดือนเมษายน 2557 มีปริมาณใกล้เคียง ณ สิ้นปี 2556 ที่อยู่ระดับ 1.7 แสนตัน และตลาด TOCOM ณ สิ้นเดือนเมษายน มีปริมาณสต็อกยางธรรมชาติ 2.0 หมื่นตัน สูงกว่า ณ สิ้นปี 2556 ที่อยู่ระดับ 1.0 หมื่นตัน “สต็อกยางพาราชิงเต่า ประเทศจีน ณ สิ้นเดือนเมษายน 2557 มีปริมาณสต็อกยางธรรมชาติและยางคอมพาวนด์ 3.4 แสนตัน สูงกว่า ณ สิ้นปี 2556 ที่อยู่ระดับ 2.6 แสนตัน”

เมื่อรวมปริมาณสต็อกยางพาราที่กล่าวมาพอสรุปได้ว่า จะมีประมาณ 1 ล้านตัน คิดเป็นสัดส่วน 1 ใน 3 ของปริมาณสต็อกยางพาราโลก โดยสต็อกยางพาราที่ชิงเต่า ประเทศจีนจะมีอิทธิพลต่อราคายางพาราค่อนข้างมาก เนื่องจากจีนเป็นผู้ใช้ยางพารารายใหญ่สุดของโลก และชิงเต่าเป็นเมืองที่มีอุตสาหกรรมผลิตยางล้อ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้ยางพาราเพื่อการผลิตมากที่สุด

สาหรับสาเหตุที่ทาให้สต็อกยางพาราในปัจจุบันเพิ่มสูงขึ้น ประการแรก ปริมาณผลผลิตยางพาราส่วนเกินของโลกอยู่ในระดับสูง เนื่องจากการขยายพื้นที่ปลูกยางพาราของหลายประเทศทั่วโลก จึงทาให้ผลผลิตยางพาราออกสู่ตลาดเพิ่มสูงในปัจจุบัน ในขณะที่ความต้องการใช้ยางพาราไม่ได้เร่งตัวสูงเท่าผลผลิต จึงเกิดผลผลิตส่วนเกินมาก โดยอัตราการเติบโตของความต้องการใช้ยางพาราเฉลี่ยตั้งแต่ปี 2554-2556 คิดเป็น1.4% ในขณะที่อัตราการเติบโตของผลผลิตยางพาราเฉลี่ยตั้งแต่ปี 2554-2556 คิดเป็น 3.5%

ประการต่อมา รูปแบบการซื้อยางของโรงงานอุตสาหกรรมยางล้อในเมืองชิงเต่าตั้งแต่ปี 2555 มีการเปลี่ยนแปลงจากการสั่งซื้อยางพาราโดยตรงเป็นการซื้อยางพาราจากคลัง สินค้าทัณฑ์บน1 (Bonded Warehouse) ทาให้ยางพาราถูกนามาเก็บในโกดังมากขึ้น ส่งผลให้ปริมาณสต็อกยางพาราชิงเต่าเพิ่มขึ้นมากและกดดันราคายางพาราหน้าคลัง สินค้าต่ากว่าราคายางต่างประเทศ ทำให้โรงงานเลือกที่จะซื้อยางจากคลังสินค้าทัณฑ์บนมากกว่า

ประการที่3 การเก็งกาไรจากอัตราแลกเปลี่ยนและผลตอบแทนทางการเงิน(Financial Trading and Arbitrage- Trading) นักเก็งกาไรใช้ยางพาราเป็นสินค้าทาธุรกรรมโดยการคาดการณ์กาไรจากส่วนต่างของ อัตราแลกเปลี่ยนและอัตราดอกเบี้ย ที่ได้รับหลังจากนาเข้ายางจากต่างประเทศ ส่งผลให้ปริมาณการนำเข้ายางพาราดังกล่าวมีปริมาณสูงกว่าความต้องการใช้จริง จนทำให้ปริมาณนำเข้าส่วนที่เหลือจากการใช้ถูกนำไปเก็บเป็นสต็อกยางพารา

“ปริมาณสต็อกยางพาราโลกยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดย International Rubber Study Group (IRSG) คาดการณ์ว่าในปี 2557 และ 2558 สต็อกยางพาราโลกจะมีประมาณ 3.2 และ 3.4 ล้านตันส่งผลกดดันราคายางพาราให้ลดลง ทั้งในปัจจุบันและอนาคต ซึ่งจะกระทบต่อประเทศไทยในฐานะที่เป็นผู้ผลิตยางอันดับ 1 ของโลก โดยเฉพาะรายได้ของเกษตรกร”

ดังนั้นไทยจึงควรมีมาตรการในการปรับตัว ให้ทันต่อสถานการณ์ยางพาราโลกที่จะเกิดขึ้น โดยในระยะสั้นไทยควรมีการบริหารจัดการสต็อกยางพาราให้อยู่ในระดับเหมาะสม ส่วนในระยะยาว ควรมีการเพิ่มมูลค่าการผลิตยางพารา และการส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาการผลิตยางพารา ซึ่งหากเรามีการปรับตัวตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยลดความเสี่ยงจากการได้รับผลกระทบจากแนวโน้มราคายางพาราที่จะลดลง อีกทั้งหากสามารถปรับตัวได้เร็วกว่าคู่แข่งจะช่วยเพิ่มความสามารถในการ แข่งขันในอนาคตได้

ประเด็นคำถาม คือ ราคายางในอนาคตมีทิศทางอย่างไร? ส่าหรับแนวโน้มราคายางไทย ในช่วงครึ่งปีหลัง 2557 คาดว่าราคาจะปรับตัวดีขึ้นกว่าปัจจุบันไม่มากนัก จากสต็อกยางของจีนที่ลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมา

“ในระยะยาวอีก 2-3 ปีข้างหน้า โอกาสที่ราคายางจะกลับมาหวือหวาดังเช่นในปี 2554 นั้นคงเป็นไปได้ยาก เนื่องจากปริมาณผลผลิตยังมีมากกว่าความต้องการใช้ส่งผลให้สต็อกยางโลกเพิ่ม ขึ้นต่อเนื่อง โดยผลผลิตที่เพิ่มขึ้นเป็นผลมาจากราคายางที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ท่าให้ประเทศต่างๆ ขยายพื้นที่ปลูกยางเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจีนและกลุ่ม CLMV ”

ข้อมูลดังกล่าวที่เก็บรวบรวมได้จะเห็นว่า ปัญหาสต็อกราคายางของโลกมีปริมาณเพิ่มขึ้น และความต้องการในตลาดโลกลดลง จะยิ่งฉายภาพให้เห็นว่าราคายางไม่ได้ปรับสูงขึ้นมากนักในอนาคตข้างหน้า ปัญหารายได้เกษตรกรจะส่งผลกระทบตามมา หากไทยยังผลิตยางพาราอันดับ1ของโลก

ฟันธงได้ว่าอนาคตข้างหน้ารายได้ของเกษตรกรจะไม่ดีขึ้น กระทบกับรายได้ของผู้ผลิตยางพาราโดยเฉพาะคนภาคใต้ ที่อิงอยู่กับรายได้จากราคายาง