หน้าแรก บทความ

ถอดรหัสทฤษฎีลูกตุ้ม “สะเดา –ด่านนอก –หาดใหญ่” การขยายตัวของขบวนการเคลื่อนไหวในจว.ชายแดนใต้ (ตอน2)

ด้วยเหตุผลเกี่ยวกับอนาคตของ “อำเภอสะเดา” และ ด่านชายแดน” ต่างๆ ในพื้นที่ เปลี่ยนให้อำเภอเล็กๆ แห่งนี้ กลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ ซึ่งเป็นที่ต้องการของ “ขบวนการเคลื่อนไหวในภาคใต้” กับเป้าหมายการยึดครอง บนเหตุการณ์วางระเบิดหลายจุดในช่วงกลางเดือนธันวาคม ในปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นคำถามที่หลายฝ่ายยังถามหาถึงสาเหตุแท้ที่จริงว่าทั้งหมดนี้ เป็นเรื่องของขบวนการเคลื่อนไหวในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือเป็นเรื่องการเมืองส่วนกลาง ที่กำลังร้อนแรงในอยู่ในขณะนี้

นับเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายที่จะฟันธงลงไปว่า เหตุการณ์วางระเบิดที่เกิดขึ้นในพื้นที่อำเภอสะเดา จะมีสาเหตุมาจากเรื่องใดเรื่องหนึ่ง และหลายคน (โดยเฉพาะคนในพื้นที่) ปฏิเสธแนวคิดในทฤษฎี “ลูกตุ้ม” (ตอนที่ 1) โดยอาจมีความต้องการหลีกเลี่ยงถึงสิ่งที่เกิดขึ้น และยอมรับไม่ได้กับ ความเปลี่ยนแปลงของอำเภอเล็กๆ ที่สงบเงียบน่าอยู่ และกำลังกลายเป็นพื้นที่สำคัญทางเศรษฐกิจ ตลอดจนกลายเป็นพื้นที่สำคัญทางยุทธศาสตร์ของประเทศและของภูมิภาค จะต้องมีสภาพเป็น “สนามรบ” ในอนาคต
ซึ่งการจะหาคำตอบของคำถามเกี่ยวกับ สาเหตุระหว่าง เรื่องทฤษฎีลูกตุ้ม สาเหตุของการก่อเหตุวางระเบิดที่เกิดขึ้น คงต้องเริ่มจากเสียงของคนในพื้นที่ ที่สรุปรวมความเป็นสะเดา ว่ามีความเป็นมาอย่างไร และมีทิศทางน้ำหนักจุดไหนไปเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

000…เปิดใจคนพื้นที่ เกี่ยวกับ “สะเดา”

ชาวสะเดาส่วนหนึ่งยอมรับว่า ภาพของอำเภอสะเดาในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อก่อนมาก เดิมทีในตัวอำเภอสะเดา (เมือง) มีความเข้มแข็งของชุมชนอยู่สูง เพราะมีชาวไทยเชื้อสายจีนอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก และเป็นกลุ่มชาวไทยเชื้อสายจีน ที่หลากหลายภาษาหลากหลายวัฒนธรรม ทั้งจีนแต้จิ๋ว จีนแคะ และจีนฮกเกี้ยน รวมถึงการกลมกลืนกับวิถีชีวิตของคนไทยภาคใต้ รวมไปถึงคนมาลายูมุสลิม ที่อยู่อาศัยรวมกันมาช้านาน

พวกเขาเล่าต่ออีกว่า ในความเป็นสะเดาแล้ว มีคนหลายเชื้อชาติ ที่อยู่ร่วมกันมาหลายชั่วอายุคน และยอมรับว่าในอดีตทุกคน “รู้จักกันแทบทั้งหมด” คือเห็นหน้าก็นึกออกว่าเป็นใครอยู่ที่ไหน ไม่ว่าไทยพุทธ มาลายูมุสลิม และชาวไทยเชื้อสายจีน ทำให้สะเดาเป็นเมืองที่น่าอยู่ และเงียบสงบ

แต่ด้วยความเป็นเมืองชายแดน สะเดาจะมีชื่อเสียงบ้างในเรื่องของขบวนการนอกกฏหมาย (น้ำมันเถื่อน ของหนีภาษี การค้ามนุษย์) แต่ก็เป็นเรื่องที่มีมาช้านาน และไม่น่าจะเป็นสาเหตุของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้ ชาวสะเดาให้เหตุผลต่อว่า ถ้าจะมีสาเหตุมาจากขบวนการนอกกฏหมาย สะเดาคงจะเป็นเป้าของเหตุการณ์รุนแรงและลอบวางระเบิดมาแล้วในอดีตก่อนหน้า นี้ หลายสิบปี

000… การดำรงอยู่ของขบวนการนอกกฏหมาย ไม่เป็นปฏิปักษ์

ชาวสะเดาที่ให้ข้อมูลกับเรา ระบุถึงความสัมพันธ์โดยไม่เป็นทางการของขบวนการนอกกฏหมายต่างๆ กับการเมืองในพื้นที่ โดยยอมรับว่ามีส่วนเชื่อมโยงกันอย่างไม่ชัดเจนมากนัก แต่ถ้าถามคนที่อยู่อาศัยในอำเภอสะเดามาช้านาน พวกเขาจะเข้าใจความสัมพันธ์ในส่วนนี้ และไม่รู้สึกเป็นปฏิปักษ์ เนื่องจากเมื่อมองภาพลึกลงไป ก็จะเป็นคนในวงศ์วานว่านเครือ เป็นกลุ่มที่อยู่ในพื้นที่

แม้ต่อๆ มาจะมีสายสัมพันธ์พัฒนาเชื่อมไปถึงกลุ่มการเมืองใหญ่ แต่ก็ไม่ได้มีผลต่อชาวสะเดามากนัก ตรงกันข้าม สิ่งนี้กลับเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สะเดามีลักษณะเฉพาะที่ต่างจากหาดใหญ่ ในฐานะเมืองชายแดน

000…สะเดากับวัฒนธรรมผสมผสาน

“จำลอง ไกรดิษฐ์” นายอำเภอสะเดา เคยกล่าวไว้ว่า สะเดา เป็นพื้นที่เศรษฐกิจ แม้ว่าประชากรในพื้นที่ส่วนหนึ่งจะนับถือศาสนาอิสลาม แต่คนที่นี่เป็นคนทำมาหากิน และแม้ว่าจะมีความต่างกันเรื่องศาสนา แต่ก็สามารถอยู่ร่วมกันอย่างสงบมาเป็นเวลาช้านาน”

โดยข้อมูลของสะเดา มีประชากร 120,000 คน นับถือศาสนาพุทธร้อยละ 70 ที่เหลือนับถือศาสนาอิสลาม ในจำนวนที่นับถือศาสนาอิสลามเป็นคนเชื้อชาติไทยที่ใช้ภาษาไทย ไม่ได้ใช้ภาษามาลายูถิ่นเหมือนกับคนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
ดัง นั้นนอกจากสะเดาจะมีความแตกต่างจากหาดใหญ่แล้ว ชาวมุสลิมในสะเดายังมีความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับชาวไทยเชื้อสายมาลายูใน จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะในด้านภาษา

000…จุดเปลี่ยนอยู่ตรงไหน

ผู้ที่เรียกตัวเองว่า “โกจิ้น” พ่อค้าขายของชำร้านเล็กๆ ร้านหนึ่ง เปิดเผยว่า “เมืองสะเดาในอดีตธุรกิจผิดกฏหมายแทบไม่ได้มีผลมากมาย สะเดาเป็นเมืองชายแดนเงียบๆ มาหลายปี นับตั้งแต่การต่อสู้ของ พคม.(พรรคคอมมิวนิสต์มาลายา) หรือ จคม.(โจรคอมมิวนิสต์มาลายาตามการเรียกของทางการไทย) สิ้นสุดลง “ที่สะเดาไม่ได้มีเหตุอะไรที่ร้ายแรงตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา และถ้าจะมองสาเหตุของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงปลายปีที่แล้วว่ามีสาเหตุมา จากธุรกิจผิดกฏหมาย ซึ่งอาจเป็นไปได้ แต่ในส่วนตัวให้น้ำหนักน้อยสำหรับเรื่องของธุรกิจผิดกฏหมายในสะเดา”

“โก จิ้น” กล่าวต่ออีกว่า “จุดเปลี่ยนจริงๆ ของสะเดา เกิดจากความเติบโตทางเศรษฐกิจของด่านนอก ที่กำลังจะกลายเป็นประตูของอาเซียน และข้อจำกัดของหาดใหญ่ กับการเติบโต เมื่อด่านนอกเริ่มมีความสำคัญทางด่านเศรษฐกิจมากขึ้น และกำลังจะกลายเป็นประตูของอาเซียน เมื่อหาดใหญ่ เริ่มคับแคบสำหรับการขยายตัว สะเดาจึงเติบโตตามสถานะความเจริญของเมืองเศรษฐกิจสำคัญ ทั้ง ด่านนอก และ หาดใหญ่ในฐานะเมืองที่อยู่ตรงกลางและเป็นทางผ่าน จุดเปลี่ยนสำคัญอยู่ตรงนี้ ที่ทำให้สะเดาเปลี่ยนแปลงไปจากอดีต …

000…เมื่อธุรกิจในระบบและนอกระบบเฟื่องฟู

“โก จิ้น” กล่าวต่ออีกว่า “ความเจริญทางเศรษฐกิจ ทำให้ธุรกิจเฟื่องฟู ที่ด่านนอก มีธุรกิจต่างๆ เกิดขึ้นมากมายทั้งสถานบันเทิง และแหล่งอบายมุข รวมถึงการเติบโตของธุรกิจผิดกฏหมายที่มีความซับซ้อนมากขึ้น เป็นผลให้มีคนมากหน้าหลายตาเข้ามาอยู่ในสะเดา ท่ามกลางการล้มหายตายจากของคนสะเดาดั้งเดิม ทั้งคนไทยเชื้อสายจีน คนไทยภาคใต้ และไทยเชื้อสายมาลายูมุสลิม

ซึ่งแน่นอนเมื่อธุรกิจต่างๆ เฟื่องฟูสิ่งที่ต้องการคือแรงงาน การอพยพเข้ามาของคนต่างถิ่น เวลานี้ถ้าวันไหนผมได้ไปด่านนอก ผมจะเห็นทั้งคนอีสาน คนเหนือ อยู่กันเต็มไปหมด มันเจริญขึ้นมากจริงๆ แต่ในเขตสะเดาออกไปนอกเมืองออกไปถึงจะเป็นถิ่นของชาวมุสลิม ที่แม้จะอยู่ห่างไปจากตัวเมืองแต่ก็ยังพอรู้จักกัน

“ถามผมเรื่องคน มาลายูมุสลิม เมื่อก่อนในสะเดาผมรู้จักหมด เห็นหน้าก็รู้แล้วว่าพ่อแม่เป็นใคร มาจากตำบลไหน เป็นเพื่อนกับลูกๆ ผมก็มาก แต่ตอนนี้เชื่อมั้ย ผมแทบไม่รู้เลยว่าใครเป็นใคร คนหน้าใหม่ๆ เข้ามามาก หลายคนเป็นมุสลิม หน้าตาไม่คุ้น มาถามหาซื้อบุหรี่จากผม เขาเรียกบุหรี่กรุงเทพ ผมก็งง อะไรคือบุหรี่กรุงเทพ สุดท้ายเขาก็ชี้ ผมถึงได้รู้ว่า เขาต้องการบุหรี่กรองทิพย์ และรู้ว่าเขาไม่ใช่คนมุสลิมดั้งเดิมหรือแม้แต่คนมุสลิมที่มาจากต่างอำเภอ ต่างจังหวัด แต่เป็นมุสลิมที่มาจากต่างประเทศ เป็นโรงฮิงญา”

000… “โรฮิงญา-ค้ามนุษย์-บีอาร์เอ็น”

เป็นที่ยอมรับกันว่า อำเภอสะเดาคือพื้นที่ ซึ่งเป็นเป้าหมายของชาวโรฮิงญา ที่เป็นกลุ่มชนในพม่าที่เป็นมุสลิม หลบหนีการทารุณ มาจากแถบรัฐยะไข่ ในประเทศพม่า ข่าวการจับกุมชาวโรงฮิงญากว่า 400 คนเมื่อช่วงต้นปี 2556 และมีการหลบหนีไปได้ในเวลาต่อมา กลายเป็นความสนใจอย่างยิ่งของชาวสะเดา

สอดคล้องกับเหตุการณ์ที่คล้อยหลังตามมาคือการหลบหนีของชาวโรฮิงญาออกจากสถานที่ควบคุม ซึ่งสร้างความหวาดผวาให้กับชาวสะเดาในระดับหนึ่ง

ซึ่งเหตุการณ์ทั้งหมด เกิดขึ้นในช่วงนี้กับกระแสข่าวการประกาศขยายพื้นที่ของขบวนการบีอาร์เอ็น กับการผนวกสะเดาเข้าเป็นหนึ่งในเป้าหมายของปฏิบัติการ

ทำให้เกิดข้อ สังเกตเกี่ยวกับความสัมพันธ์อันเชื่อมโยงของขบวนการบีอาร์เอ็น และขบวนการค้ามนุษย์ว่ามีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันมากน้อยเพียงใด เพราะนี่อาจเป็นเส้นทางแห่งการค้นหาคำตอบเกี่ยวกับระเบิดที่เกิดขึ้นในสะเดา ล่าสุด และนี่อาจเป็นคำตอบของความเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้นในสะเดา ที่นับจากนี้ไปจะไม่เหมือนเดิม ….

000…เป้าหมายทางยุทธศาสตร์ ของบีอาร์เอ็น

แม้ว่าหลายฝ่ายจะให้น้ำหนักต่อการเกิดเหตุการณ์วางระเบิดในอำเภอสะเดาไปที่เรื่อง ของธุรกิจผิดกฏหมายและเรื่องของการเมือง แต่สำหรับชาวสะเดาแล้ว กลับมีจุดเชื่อมโยงสำคัญและให้น้ำหนักในไปที่การขยายตัวของขบวนการที่กำลัง รุกคืบเข้าสู่อำเภอสะเดาที่จะเป็นเป้าหมายใหญ่ ตามทฤษฎีลูกตุ้ม ที่ผูกเอาทุกเรื่องไว้ด้วยกัน

ซึ่งหากมองในภาพรวมแล้ว ก็อาจะไม่จำเป็นต้องแยกว่า สาเหตุของการก่อเหตุนั้นเกิดจากประเด็นไหน เพราะแทบทุกประเด็นกลายเป็นภาพเดียวกันคือ “การขยายตัวทางยุทธศาสตร์ของบีอาร์เอ็น ที่มีเป้าหมายหลักคือการสร้างเขตปฏิบัติการ และการขยายตัวเข้าสู่อาณาจักรทางเศรษฐกิจอย่างด่านนอกและหาดใหญ่ โดยมีสะเดาเป็นเป้าหมายแรกๆ เพื่อต่อยอดเส้นทางสู่เป้าหมายใหม่ต่อไป

บนแนวคิดวิเคราะห์ถึง “ทฤษฎีลูกตุ้ม”กับความต้องการสะเดา เพื่อเดินหน้าสร้างอาณาจักรอันเลวร้าย กับแนวคิด การยึดครองภาคใต้ตอนล่างทั้งหมด ที่เป็นไปตามยุทธศาสตร์ที่มีเป้าหมายที่ชัดเจน บนความเชื่อมโยงไปถึงการก่อเหตครั้งสำคัญในอดีตกับกรณีวางระเบิดโรงแรมลี การ์เด้น ในปี 2555 และ กับระเบิดที่ถูกพบที่จังหวัดภูเก็ตในช่วงเวลาต่อเนื่องกับเหตุการณ์ระเบิด ที่สะเดา และชื่อของ “รุสรัน ใบหมะ”

(ติดตามตอนที่ 3)

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ถอดรหัสทฤษฎีลูกตุ้ม “สะเดา –ด่านนอก –หาดใหญ่” การขยายตัวของขบวนการเคลื่อนไหวในจว.ชายแดนใต้ (ตอนที่ 1)

****ฟาตอนีออนไลน์ทำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ